Profil von PiyakunYou say I live in a bubb...FotosBlogListenMehr Extras Hilfe

Blog


    06 November

    สะบายดีเมืองลาว ตอนที่ 3

    21 ตุลาคม 2552

    หลังการตักบาตรข้าวเหนียวประจำวันจบลงกว่าสามชั่วโมง ผมชะโงกหัวออกจากหน้าต่างมาเจอกับแสงแดดอุ่นเมืองลาวหลังจากหลับเต็มตื่น

     

    บางคนถาม "ไปหลวงพะบาง บ่ตักบาดข้าวเหนียวบ่?"

    "บ่ ข้อยตักเบยแทนตักบาด เดี๋ยวครูบาสิจ่มว่าสาบส้มจากปากเจ้าหลาย" 55

     

    เนื่องจากเมืองหลวงพะบางมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่หากจะเดินเป็นพระยาน้อยชมตลาดก็กลัวว่าแดดจะเผาขนหัวจนพาลให้เหนื่อยหน่ายกับการซมเมือง เราตัดสินใจเช่าลดถีบทรงแม่บ้านราคายี่สิบพันกีบจากร้านขายทัวร์ละแวกวัดป่าไผ่ เพื่อใช้ต่างตีนในการชมเหมืองหลวงฯ วันนี้
     
     
    ตัวต้องพึ่งตีน ตีนต้องพึ่งท้อง ผมฝากท้องมื้อแรกกับกาแฟลาวที่ร้านประซานิยม ร้านนี้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างนิยมมาเป็นแขก เพราะมีไม่กี่ที่ในเมืองหลวงที่ท่านจะหากินกาแฟลาวในราคาและบรรยากาศที่คนลาวกินกัน ร้านนี้วางตัวอยู่ใต้หลังคาสังกะสีและร่มไม้บนถนนเลียบน้ำของเคียงข้างร้านเฝอ หน้าตากาแฟลาวที่นี่ไม่ต่างกับที่เคยกินที่วังเวียงเท่าไหร่ แต่รสชาติต้องบอกว่าเทียบกับน้ำขมเปรี้ยวเหมือนน้ำล้างเมล็ดกาแฟที่วังเวียงไม่ได้ ด้วยราคาสามพันกีบเสิร์ฟพร้อมชาร้อนและขนมไข่วางมาในจาน ทำให้ผมรู้ว่าราคาและรสชาติกาแฟลาวที่วังเวียงมีไว้ฟันทัวริสท์หน้าตาเหรอหราอย่างเราให้หัวแบะ...
     
     
    เราวางก้นบนหลังอาน ส่งแรงจากน่องลงขาให้ลดจักพาเราเลียบไปบนถนนริมน้ำของก่อนจะวงกลับเข้าสู่ถนนสายกลางที่ตอนกลางคืนจะคลาคล่ำไปด้วยปะซาซน ในเวลากลางวัน ชมวัดต่างๆ ตามที่หนังสือนำเที่ยวหลวงพะบาง ของคุณศรันย์ บุญประเสริฐ แนะนำให้ไป เช่น วัดใหม่สุวันนะพูมมาราม(ค่าเข้าชม สิบพัน) ที่โดดเด่นด้วยภาพแกะสลักไม้นูนต่ำสีทองอร่าม ฝีมือของเพี้ยตัน สินละปินแห่งซาดลาว หลังสิม(วิหาร)มีเรือแข่งที่จะแข่งกันในงานบุญซ่วงเฮือจอดอยู่ เราปั่นผ่านสี่แยกตลาดม้งไปทางสนามทาดหลวง แวะถ่ายรูปและดูฝีมือการดวล เปตอง ของชาวลาวซักหน่อย ซึ่งก็ไม่ผิดหวังที่ยังสืบทอดความแม่นยำเหมือนมาจากฝรั่งเศสเมืองต้นตำรับ ขัวเหล็กซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของหลายคนเมื่อนึกถึงรูปถ่ายเมืองหลวงพะบาง เราปั่นข้ามขัวไปถ่ายรูปสองสามแกร๊ก ก่อนจะกลับมาที่ วัดอาฮามและวัดวิชุน หรือ วัดพะทาดหมากโม ริมน้ำคานด้านหนึ่งของพูสี เราได้ยินเสียงคาราโอเกะเพลงดังจากเมืองไทย “มันต้องถอน-คนบ้านเดียวกัน-จี่หอย ฯลฯ” ดังแว่วมาจากอีกฟากน้ำ ก่อนจะจบการเที่ยววัดที่วัดเซียงทอง(ค่าเข้าชม ซาวพัน) สุดยอดแหล่งแสดงและสะสมผลงานศิลปะล้านซ้างที่ควรมาเยือน
     
     
    ผมแวะล้านหนังสือเยื้องกับโรงเรียนสินละปะเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษซักฉบับหนึ่งมาอ่าน "เวียงจันนิวส์" ราคาเจ็ดพันกีบถูกพับโยนใส่ตะกร้าลดจัก เมื่อผมมีเวลาอ่านมัน พาดหัวหน้าหนึ่งมีข่าวที่น่าสนใจอยู่ตรงมุมขวาล่าง
     
    "เตรียมเริ่มใช้มาตรการห้ามนักเรียนขี่จักรยานยนต์"
    จังหวัดหลวงพะบางกำลังจะเป็นจังหวัดที่สองในลาวต่อจากจังหวัดไซยะบุลีที่จะประกาศห้ามนักเรียนขี่ลดจักมาโรงเรียน โดยนโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน และลดพฤติกรรมเสี่ยงหรือพฤติกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ ที่จะตามมาจากการมีมอเตอร์ไซด์
    "กานขี่ลดถีบมาโลงเลียนเป็นวิธีเดินทางที่ง่ายมาก ในโลงเลียนมีดินมากมายให้นักเลียนได้จอดลดถีบของเขา" หัวหน้าสำหนักงานการศึกษาเมืองหลวงพะบางกล่าว
    ทั้งนี้ นักเรียนที่อยู่ในที่ห่างไกล สามารถทำเรื่องขออนุญาตเป็นพิเศษในการใช้ลดจักมาโรงเรียนได้ ซึ่งกระทรวงสึกสาทิกานลาวเตรียมขยายโรงเรียนออกไปสู่พื้นที่ชนบทให้มากยิ่งขึ้น
     
    เป็นนโยบายแบบ "สังคมนิยม" ที่ดีกว่าการอนุมัติรถเมล์ราคาแพงจมหูมาวิ่งว่อนในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของคนนอนห้องแอร์! 
     
     
     
    ตะเว็นใกล้ลับ เราปั่นลดมาล๊อกไว้ที่ป้ายจราจรหน้าหอพิพิดทะพัน ถ่ายรูปด้านหน้าก่อนที่จะถูกเชิญออกมาเพราะหอพิพิดทะพันปิดตอนสี่โมงเย็น (ถ้านับเวลากินข้าวเที่ยงแล้ว วันๆ หนึ่ง สถานที่ราชการลาวทำงานน้อยกว่าไทยมาก) เราตะกายบันไดในแวดล้อมของดอกจำปาที่บางต้นทิ้งดอกสีขาวนวลเหมือนเม็ดมะม่วงดิบไว้บนพื้นขึ้นไปสู่พูสี(ค่าขึ้นชม ซาวพันกีบ) หัวใจของคนและเมืองหลวงพะบางในเวลาก่อนตะเว็บจะหายไปในหมู่ดอยปรกหมอก นักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติศาสนาทยอยขึ้นมาจับจองจุดที่ดีที่สุดเพื่อชมตะเว็นตกดิน บางคนนั่งกับขอบรั้วกั้นฐานชั้นล่างสุดขององค์พะทาด หรือบ้างก็นั่งเอาหลังพิงพะทาดเสียเลย ที่ไม่น่าเชื่อคือ หนึ่งในบรรดาคนนั้นก็คือ “คนไทย”
     
     
     

    ผมไม่ทราบเจตนาของบรรดาเขาเหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้ตักเตือน เพียงแต่ถอนหายใจด้วยความเศร้าทั้งกับตัวเองและกับเขาเหล่านั้น...

     

     

    เรากลับลงมาตอนห้าโมงกว่า ยังไม่มืดดีแต่ตลาดมืดเริ่มมาตั้งแผงสินค้าแล้ว และลดถีบของเราก็โดนมัดอยู่ตรงเสาที่ตอนนี้เป็นร้านขายผ้าไหมที่เราลดถีบสองคันเบียดบังเนื้อที่ค้าขายอยู่ เรากล่าวขอโทษและได้รับคำตอบกลับมาว่า “บ่เป็นหยัง” ก่อนที่ผู้สาวจะช่วยเรายกลดถีบลงมาจากฟุตปาธ และเอาไปคืนได้ทันเวลา แลกหนังสือเดินทางของน๊อคกลับมาอย่างปลอดภัย
     
    เย็นนี้ เราเดินลุยแผงขายอาหารหน้าไปรษณีย์ที่มีอาหารพื้นเมือง อาหารไม่มีเนื้อสำหรับคนกินมังฯ ขนมนมเนย และ อาหารไทย จำหน่ายแบบตลาดกลางคืนทั่วไป เราซื้อแหนบปลา ปลาปิ้ง ไก่ย่าง ไส้กรอกหมู และ ข้าวเหนียว กลับมากินที่โต๊ะหน้าเฮือนพัก ครูแดน ชายที่เราสังเกตเขาตั้งแต่วันแรกเดินเข้ามาหา ก่อนที่เราทั้งสามจะเริ่มพูดคุยกันด้วยภาษากำเมือง
     
     

    ครูแดน คนเจียงใหม่ เป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนบนดอยแม่สลอง ทุกปิดเทอมเขาบอกเราว่าเขาต้องมาลาว และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ยี่สิบกว่าของเขา เขาถามเราว่า เรามาที่นี่ทำไม? น๊อคตอบอย่างคนมีจุดมุ่งหมายทันทีว่าบรรพบุรุษของฝั่งแม่ของเขานั้นอพยพมาจากหลวงพะบางแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน นี่เลยเป็นเหมือนการหารากเหง้าของตัวเอง ส่วนผมน่ะเหรอ...ผมอยากเดินออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ประเทศที่เหน็ดเหนื่อย มาหาอะไรซักอย่างที่นี่ ที่ผมคิดว่าน่าจะมี และผมอยากมาไหว้พะทาดพูสีที่มีนามเสียงพ้องกับนามสกุลของผม ส่วนครูแดนตอบเราถึงการมาลาวกว่ายี่สิบครั้งว่า

     

    “บ่าต.ม.นั่นมันเกยถามครูว่า ถามจริงๆ เถอะ มีกิจการอะไรที่ลาวรึเปล่า ทำไมถึงมาบ่อยครูก่อว่า ก่อมาแล้วมันสบายใจ๋ โทะ..เป๋นไปได้ ฮาไค่มากู้วันแหมซ้ำก่ะ

     

     

    หลังมื้ออาหารเย็นจบ ครูแดนอาสาพาเราเดินตลาดมืดให้ปรุโปร่งยิ่งขึ้น และเขาบอกว่ามีคนที่แนะนำอยากให้เรารู้จัก “ดูแล้วน่าจะรู้จักกันไว้” คือเหตุผลของครูเขา ผมซื้อของที่ระลึกกลับมาฝากคนที่บ้านและซื้อเหล้ากลับไปฝากตัวเอง ครูแดนเอื้อนเอ่ยกับแม่ค้าเหล้าแห่งบ้านซ่างไหอย่างคนสนิทชิดเชื้อ

     

    “แม่ค้า เจ้ารินเหล้าให้ผู้บ่าวสองคนนี่หน่อยเลาะ เขาบอกว่าเขาอกหัก เขาอยากเมาว่ะ”

     

    แม่ค้ารินให้ผมกับน๊อคคนละสามจอกของเหล้าสามชนิด...รสร้อนแรง แต่แทบละลายเมื่อลงสู่ลำคอ และระเหยออกตามช่องจมูกได้

     

    คืนนี้เราชิมเหล้าจากร้านเหล้าสี่ร้านบนตลาดมืด จากร้านสุดท้าย เรายิ้มอย่างจริงใจที่สุดให้กับแม่ค้า ก่อนครูแดนจะพาเราไปที่ร้านขายรูปเขียนร้านหนึ่งหน้าหอพิพิดทะพัน ชายหนุ่มรุ่นราวไล่ๆ กับเราวางพู่กันก่อนจะทักครูแดนอย่างคนรู้จักกันมาก่อน “บุญทอน” เป็นนักศึกษาของโรงเรียนศิลปะแห่งเมืองหลวงพะบาง ครูแดนแนะนำหนุ่มคนนี้คำแรกว่า “ไอ้หนุ่มคนนี้มันเป็นคนจิตใจดี” หลังจากพูดคุยกันเกือบชั่วโมง เราได้รับคำเชิญไปเที่ยวบ้านของบุญทอนที่หมู่บ้านเลยบ้านผานมไปเล็กน้อย นัดหมายเวลาสิบโมงเซ้าใต้เฮือนพักด้วยลดจักสามคันของบุญทอนและสหาย

     

     

    “เหล้าเนี่ย แต้ๆ บ่ต้องซื้อก่อได้หนา ก้าจิมกำร้านๆ นี่ก่อเมาละ ครูเกยจิมอยู่จ๊ะอี้เป๋นอาติ๊ดแหน่ะ เขาก่อฮ้อครูจิม แต่สุดท้ายครูก่อซื้อเก็บไว้บ้านหลายขวดหนา” ครูแดนเหล้ากลั้วเสียงหัวเราะขณะเราเดินกลับเฮือนพัก

     

    ประตูเฮือนพักเกือบปิดเมื่อเรากลับมาถึง ก่อนที่ใครจะหลับ เราสั่งเบยสองแก้วขึ้นมานั่งกินตรงชั้นสอง แกล้มบทสนทนากับเพื่อนที่การเดินทางพัดพาคนไทยให้มาพบกันที่เมืองลาวอย่างออกอรรถรสในหลายต่อหลายเรื่อง เราได้รับคำแนะนำในการท่องเที่ยวละแวกอินโดจีนจากครูแดนผู้นี้มากมาย ก่อนเบยจะพร่องไปค่อนขวด ครูแดนขอตัวเข้าห้อง และหลังเบยอึกสุดท้ายลงคอ เรากองขวดเบยไว้ปลายเตียงนอนก่อนจะตั้งนาฬิกาปลุกและนอนดูดิสคัฟเวอร์รี่ แชนแนล...
     
     
    ------------------

    PS*1 – ว่างเว้นการอัพไปพักหนึ่ง เนื่องจากภารกิจรัดตัว (อันนี้เรื่องจริง หนี้สินก็เช่นกัน)

    PS*2 – ถีบลด แล่นลด ขี่ลดในเมืองลาว อย่าลืม!!! ขวาอย่างเดียวเด้อพี่น้องเด้อ

    PS*3 – ขัวเหล็ก ไม่เปิดให้ลดใหญ่ข้าม บอลิกานสำหรับลดถีบ ลดจัก และ คนย่างตีน ทอนั้นเด้อ

    PS*4 – ครูแดนบอกว่า ถ้ามีเวลาควรออกนอกเมืองหลวงพะบางบ้าง เพราะในเมืองเที่ยววันเดียวก็จบแล้ว แต่หมู่บ้านรอบๆ ยังมีอะไรน่าสนใจอยู่มาก บางหมู่บ้านเอาระเบิดของไอ้กันมาผ่าครึ่งทำเป็นเฮือใช้กันสบายใจเฉิบ ฝรั่งต้องร้อง Oh! It’s Fuckin’ cool man!

    30 Oktober

    สะบายดีเมืองลาว ตอนที่ 2

    20 ตุลาคม 2552

     

    เช้าที่ฝนเพิ่งหยุดตก ทิ้งละอองหมอกขาวเหมือนสำลีห่มเขาหินปูนเบื้องหน้า น้ำซองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหลเชี่ยวกรากท่วมตีนสะพานไม้ไผ่ แต่มันยังแข็งแรงพอให้ชาวลาวไปวางเครื่องมือดักปลาตรงกลางสะพานได้อย่างสบาย

     

    ผมดื่มกาแฟลาวรสชาติออกเปรี้ยวและขมไปทางกาแฟโรบัสต้า(กาแฟกระป๋อง) ที่ร้านอาหารในเมืองวังเวียงหลังจากจ่ายค่าห้องราคาห้าสิบพันกีบเสร็จแล้ว เพื่อรอลด "จัมโบ้" ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซด์มีพ่วงท้ายคล้ายรถสกายแล็บตามแถบอีสานบ้านเฮาไปส่งเราที่บ่อนลด และขึ้นลดแอร์เที่ยวสิบโมงไปยังเมืองหลวงพะบาง ตั๋วราคาแปดสิบห้าพันกีบ รวมค่าลดจัมโบ้ไว้ด้วยแล้ว

     

    ส่วนน๊อคนั้น อาศัยกล้วยสองผล ผลละพันกีบเป็นเครื่องบรรเทาฤทธิ์เบยลาวในเส้นเลือด...
     
    ลดแอที่เราขึ้นไปหลวงพะบาง แน่นเอี้ยดไปด้วยกระเป๋าของนักเดินทางทั้งเจ้าถิ่นและผู้มาเยือน กระเป๋าส่วนหนึ่งและลังไข่นับร้อยอันถูกเอามาวางกองไว้ตรงทางเดินระหว่างเบาะหลังผู้โดยสารขึ้นหมดแล้ว เส้นทางตั้งแต่เมืองวังเวียงไปจนถึงเมืองกาสียังไต่เลาะเลียบอยู่บนพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาที่ไม่กว้างใหญ่นัก ข้างทางเป็นหมู่บ้านสลับกับนาข้าวที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวรวงสีเหลืองแซมเขียวแน่นหนาไปจรดตีนเขา ลำคลองหลายสายหล่อเลี้ยงทั้งทุ่งนาและหมู่บ้านที่ผันน้ำจากน้ำคลองเป็นคลองซอยเล็กๆ ให้ชาวบ้านได้อาบใช้ ก่อนจะไหลลงสู่ธารเดิมของมันอีกครั้ง เป็นการประปาอย่างภูมิปัญญาชาวบ้านโดยแท้
     
     

    รถจอดพักครั้งแรกที่ละแวกเมืองกาสี ให้ผู้โดยสารได้กินข้าวหรือจะกินยาแก้เมาลดก่อนต้องอยู่บนเทือกเขาราวๆ 6 ซั่วโมง เราพบกับคณะลดถีบไทยแลนด์อีกครั้ง ซึ่งบางคนก็แวะกินข้าวในห้างนาข้างทางกับชาวนาท้องถิ่น นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและเกาหลีพากันแตกฮือเมื่อเจอตั๊กแตนปาทังก้าสีน้ำตาลบินมาเกาะตรงขวดน้ำปลา ก่อนจะพากันล้อมวงถ่ายรูปตั๊กแตนและพูดกันโขมงโฉงเฉง พาตั๊กแตนตั้งท่าจะบิน ก็พากันแตกกระเซ็นไปคนละทิศคนละทาง เราชาวไทยยืนมองด้วยความขบขัน ระหว่างทางลดแวะจอดรับแม่หญิงวัยรุ่นลาวขึ้นมาบนรถคนหนึ่ง เธอนั่งบนตั่งเสริมตรงกลางถัดจากลังไข่ บนลดนอกจากคนขับ เด็กลด และเถ้าแก่แล้วมีเราสองคนที่คุยกับเธอรู้เรื่อง เมื่อเธอหยิบเอาเคื่องดื่มซูกำลัง เอ็ม-150 ขึ้นมาดื่ม เพื่อนผมถามเธอว่าทำไมถึงดื่มเอ็มร้อย..

     

    ผู้สาว : ข้อยง่วงนอน ไปถามคนขายว่ามีอันหยังแก้ง่วงแก้หาวได้บ้าง เขาก็ให้กินอันนี้ ทำไม? ผู้สาวไทยบ่กินอันนี้บ่?

    ผม : ผู้สาวไทยบ่กิน ผู้สาวไทยกลัวอ้วน

     

    จากเมืองกาสี ลดแล่นพาเราขึ้นเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ สูงจนแก้วหูลั่นเปรี๊ยะต้องกลืนน้ำลายปรับความดันหู และมีสนสามใบขึ้นให้เห็นตามเชิงเขาลาดชัน ป่าข้างทางส่วนหนึ่งถูกถางเพื่อการเกษตร แต่รอยต่อระหว่างดอยโล่งกับผืนป่านั้น เรามองเห็นต้นไม้ใหญ่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่าถ้าหากต้องยืนข้างใต้มัน แน่นหนาและเป็นผืนห่มหมู่ดอยเขียวพรืดจนหายลับไปกันหมอก รวมไปถึงข้างทางที่เป็นหุบเหวลึกซ่อนป่าดิบไว้ในซอกเหว ไม่มีอะไรกั้นเรากับเหวข้างทางนอกจากพงหญ้ากอแขมหนาไม่กี่เมตร ส่วนหน้าผาอีกด้านหนึ่งก็มีร่องรอยของดินถล่มให้เห็นประปรายตามรายทาง
     
     

    จากเมืองกาสี เราเข้าสู่เมืองพูคูนซึ่งเป็นจุดสูงสุดของถนนระยะทางช่วงเวียงจัน-หลวงพะบาง เมืองนี้เป็นทางแยกเพื่อไปยังแขวงเซียงขวาง หลังบ้านของชาวบ้านริมถนนก็คือเหวและทิวเขาสุดลูกหูลูกตา จากนี้เราต้องลงเขาจนถึงเมืองเซียงเงิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแขวงหลวงพะบางและเป็นทางแยกไปยังแขวงไซยะบุลี เส้นทางยังคงเป็นเขาและโค้งเหมือนเดิม โค้งหักศอกที่หักแบบศอกตอนเบ่งกล้ามมีอยู่ตลอดเส้นทาง หมู่บ้านสองข้างทางเป็นหมู่บ้านของคน "ลาวเทิง" ซึ่งเป็นคนภูเขาที่ลัดทะบานลาวให้ลงมาอาศัยอยู่ริมทางหลวงช่วงเมืองกาสี-เชียงเงิน และให้อาวุธปืนไว้คุ้มกันเส้นทาง เนื่องจากในอดีตเส้นทางช่วงดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องโจรชุม รวมไปถึงกลุ่มชาวม้งที่ต้องการสิดทิปกครองตนเองยังเป็นอันตรายต่อเส้นทาง หมู่บ้านลาวเทิงข้างทางจึงเสมือนยามรักษาเส้นทางนี้ให้ปลอดภัย ดังนั้น อย่าแปลกใจถ้าจะเห็นคนลาวในชุดพลเรือนสะพายปืนคาร์บินพับฐานหรืออาก้าจีนแดงขึ้นลดเมมานั่งข้างท่าน หรือโบกลดเพื่อขอยา(บุหรี่) สูบซักตัว

    (เรามารู้ภายหลังถึงเมืองหลวงพะบางว่า เมื่อประเทศลาวเปิดประเทศใหม่ๆ กลุ่มม้งเคยบุกยิงถล่มลดโดยสานที่วิ่งเว้นทางนี้จนทำฝรั่งตายยกคันมาแล้ว ยังเคยมีซากลดเมคันดังกล่าวอยู่ข้างทางเป็นอนุสรณ์แห่งหนึ่งในความริยำที่อเมริกันทำกับโลกใบนี้และภูมิภาคนี้ ก่อนที่จะถูกยกออกไปเพราะคนผ่านไปมาล้วนแล้วแต่สะเทือนใจ)
     
     
    ลดจอดพักอีกครั้งที่บ้านกิ่วกะจำ เราสัมผัสกับอากาศเย็นในระดับเดียวกับภูชี้ฟ้าเมื่อลงมาจากลด และรู้สึกว่าเมฆอยู่ไม่ไกลจากกลางกระหม่อมซักเท่าไหร่ ผมซื้อไวตามิ้ลค์จากประเทศไทยในราคาแพงกว่าบ้านเราเท่าตัวคือยี่สิบบาท ส่วนฝรั่งบางคนก็แทะแซนวิด(ใช้ขนมปังฝรั่งเศสท่อนราวหนึ่งฟุตแทนขนมปังแผ่น)อย่างเมามัน มีฝรั่งคนหนึ่งซื้อแคบหมูถุงใหญ่มายืนกินเหมือนเคยกินแล้วตอนมาเที่ยวเชียงใหม่ ค่าเข้าห้องน้ำที่อยู่ริมเหวคือ หนัก-เบาเท่ากัน หนึ่งพันกีบ
     
     
    จากบ้านกิ่วกะจำ ลดยังคงไต่เขาลงมาเรื่อยๆ โดยไม่เปิดแอแต่เปิดช่องบนหลังคาให้ลมโกรกเข้ามาแทน ขณะลงเขาช่วงหลักที่ 358-359 ย่านเมืองเซียงเงิน เสียง "ฟี่....." ก็ดังมาจากใต้ท้องลดพร้อมกลิ่นของยางรถไหม้เหม็นอย่างมีเอกลักษณ์ คนขับต้องพาลดแอบขวาฝั่งที่เป็นเหว และให้เด็กลดตัดกิ่งไม้มาทำเครื่องหมายให้รู้ว่ามีลดเสีย ก่อนที่ผู้โดยสานจะทะยอยลงมาจากลด ล้อหน้าข้างซ้ายกำลังแฟบลงเรื่อยๆ มีควันลอยออกมาจากชุดเบรก เส้นทางลาดชันและน้ำหนักลดรวมน้ำหนักบันทุกทำให้ชุดเบรกต้องรับบทหนักจนส่งความร้อนไปยังยางในและทำให้ยางในรั่ว คนขับ เด็กลด และฝรั่งกายกำยำถักผมอย่างรัสตาแมนกุลีกุจอช่วยกันวางแม่แรงค้ำลด ถอดยางเก่า แกะยางอะไหล่ออกจากท้องลด และรีบเปลี่ยนยางแข่งกับตะเว็น(ดวงอาทิตย์)ที่กำลังจะหายไปกับเหลี่ยมเขา ลดแล่นไปได้อีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ตกดินพอดี จนพาเราไปถึง "สะถานีลดขนส่งโดยสานทางไกต่างแขวง นาหลวง" ชานเมืองหลวงพะบาง ในเวลาราวหนึ่งทุ่ม
     
     
    เราได้รับคำแนะนำจากพี่นักเดินทางชาวไทยที่ขึ้นลดมากับเรารวมห้าคนว่า ให้นั่งจัมโบ้ราคาสิบพันเข้าเมืองไปย่าน "ตลาดมืด" (เป็นตลาดกลางคืน หรือ ถนนคนเดินนั่นเอง) ซึ่งมีเฮือนพักมากมายให้เลือกนอน เรามุ่งไปยังย่านวัดป่าไผ่ ซึ่งอยู่เลยตลาดมืดไปหนึ่งช่วงถนน แว่วเสียงเพลงของจรัล มโนเพ็ชรคลอเสียงเกากีต้ามาจากเฮือนพักแห่งหนึ่งที่แยกจากถนนกลางเมืองไปราวสิบห้าก้าว ชายผมยาวในชุดเหมือนชาวเขา สะพายย่าม วัยราวสามสิบกว่าร้องเพลงด้วยเสียงอย่างคนไทยนั่งเกากีต้าอยู่หน้าเฮือนพักกับผู้สาวลาวนางหนึ่ง เราพักที่เฮือนพักแห่งนี้ "เฮือนพักมอละดก" ซึ่งเป็นเรือนลาวสไตล์โคโลเนี่ยล ที่ชั้นหนึ่งจะเป็นตึกปูนส่วนชั้นสองจะเป็นไม้ หลังคาเป็นกระเบื้องเผาแบบบูลาน(โบราณ) ห้องพักเบอ17ของเราอยู่บนชั้นสอง เชื่อมต่อกับตึกด้านหลังที่เป็นห้องแอ กุญแจไขห้องแบบบูลานติดกับคีย์การ์ดเสียบใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา สนนห้องพัดลม+น้ำอุ่นราคาคืนละหนึ่งแสนกีบ พร้อมโทรทัศน์และสัญญาณทรู วิชั่น ดูฟุตบอลจากยุโรปได้สบายใจ และน้ำเปล่าฟรีวันละสองขวด ในห้องมีหน้าต่างสีเขียวให้เปิดออกดูการตักบาดข้าวเหนียวที่ซอยหน้าเฮือนพักหากขี้เกียจไปตักบาดเอง
     
     

    หลังมื้อเย็นที่ร้านอาหารริมน้ำโขง เมนูลาบเป็ดและต้มแจ่วหมู พร้อมข้าวเหนียวกะติ๊บเบ้อเริ่ม สิริรวมราคาห้าสิบหกพันกีบ เราเดินสำรวจตลาดมืดที่วางตัวอยู่บนถนนสีสะหว่างวง ตั้งแต่สี่แยกไปรษณีย์ไปจนถึงสุดหอพิพิดทะพันหรือวังเจ้ามหาซีวิดอย่างคร่าวๆ ก่อนจะพบว่าของที่ขายหนีไม่พ้นงานหัตถกรรมเช่น ผ้าทอบ้านผานม งานศิลปะรูปเขียน ภาพพิมพ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ของเก่าบูลาน อวัยวะสัตว์แปลกๆ เสื้อผ้า เหล้าขาวและเหล้าดองสารพัดสัตว์จากบ้านซ่างไห รวมไปถึงของกินมากมาย แผงค้าวางแบกะดินมีผ้าหรือพลาสติกปูรอง เสียงร้องขายของไม่ถึงกับตะโกนอึงอลแต่พูดแค่ให้คนเดินผ่านหน้าร้านพอได้ยิน ถนนคนเดินสว่างด้วยแสงไฟและพลุกพล่านด้วยผู้คนหลากสีผิว

     

    หลังเบยลาวแก้วหนึ่งหมดลงพร้อมๆ กับร้านรวงเริ่มเก็บของกลับบ้านในราวสิบโมงกึ่ง(สี่ทุ่มครึ่ง) ผมกลับห้องไปนอนดูดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล ก่อนเข้านอนหลังสองยาม...

     

    -------------- 

    PS*1 – บ้านของคนลาวนอกเขตเมืองเกือบทั้งหมดเป็นเรือนไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงหญ้า หรือ เป็นบ้านไม้ มีแค่สถานที่ราชการและบ้านบางหลังที่เป็นร้านชำที่จะสร้างด้วยปูน

    PS*2 – ค่าลดจัมโบ้จากบ่อนลดมายังวงเวียนตลาดมืดราคาสิบพันกีบ ดังนั้น หากคนขับบอกราคามากกว่านี้ จงต่อราคาจนได้สิบพันเท่านั้น! เพราะในบางเช้าที่คุณรีบเร่ง จัมโบ้อาจบอกราคาสูงถึง สี่สิบพันกีบ (แต่ชาวลาวต่อราคาไม่ยากเท่าไหร่ ไม่ใช่ลูกอีช่างต่ออย่างผมก็ยังต่อราคาได้สบาย)

    PS*3 – บ้านบนดอยที่ไม่มีคลองใช้น้ำยังไง? ในแต่ละหมู่บ้านจะมีก๊อกประปาหมู่บ้านแบบคันโยกอยู่ประมาณ 2-3 ก๊อก ซึ่งจะต่อท่อมาจากถังเก็บน้ำ ให้ชาวบ้านแบ่งกันกินอาบตามสมควร เด็กน้อยอาบน้ำพร้อมกันทีละ3-4 คน ประหยัดหลายเด้อ
    29 Oktober

    สะบายดีเมืองลาว ตอนที่1

    เจ็ดโมงเช้า 19 ตุลาคม 2552

    ผม และ "น๊อค" เพื่อนแต่ครั้งประถม (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเพื่อนอยู่) เสียเงิน 450 บาท ให้รถบ..ส. พาเรามายืนอยู่ที่สถานีขนส่งหนองคาย อากาศค่อนข้างเย็นจนเลนส์ 50/1.4 ของผมมีฝ้าจับกระจกเลนส์ขุ่นไปหมด สถานีเริ่มมีคนมาใช้บริการคึกคัก โดยเฉพาะชานชาลาที่มีรถปรับอากาศชั้นสองสีน้ำเงินคาดแสด คาดทับด้วยตัวอักษรข้างรถว่า
     

    "1-1 บ.ข.ส. จังหวัดหนองคาย - นครหลวงเวียงจันทร์"

    เราคือหนึ่งในผู้โดยสารราวห้าสิบคนของรถระหว่างประเทศเที่ยวแรกนี้ เพื่อไปสู่จุดหมายแรกก่อนถึงปลายทาง "เมืองมอละดกโลก หลวงพะบาง"
     
     
    แปดนาฬิกา ได้เวลาชักธง พวกเรายืนตรง เคารพธงชาติที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพหลังประทับตราในหนังสือเดินทาง(Passport)เสร็จ ก่อนจะข้ามขัวมิดตะพาบไปยังด่านพรมแดนของสปป.ลาว เมื่อประทับตราเสร็จ ผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศไทยก็จะสามารถอยู่ในลาวได้ 30 วัน ซึ่งคนลาวที่จะอยู่ในไทยได้ 30 วันก็ต้องถือหนังสือเดินทางลาวเช่นกัน ทั้งสองด่านพลขับบ.ข.ส.ชาวไทยอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเป็นอย่างดี
     
    เราแลกเงินสดคนละหนึ่งพันบาทคิดเป็นเงินกีบก็อยู่ที่ราว 253,000 กีบ ก่อนจะนั่งรถคันเดิมไปสู่ "บ่อนลดสายเหนือ นะคอนหลวงเวียงจัน" เพราะเรามาถึงบ่อนลดเกือบสิบโมง การนั่งรถรวดเดียวไปยังหลวงพะบางต้องใช้เวลาประมาณสิบชั่วโมง เราไม่อยากถึงหลวงพะบางตอนกลางคืน เลยตัดสินใจขึ้นรถฮุนไดมินิแวน ไปยังเมือง "วังเวียง" ด้วยสนนราคา 65,000 กีบ พร้อมเพื่อนเดินทาง หนึ่งมิสเตอร์อเมริกัน หนึ่งมิสซิสโคเรีย และ อ้ายคนลาวอีกสองคน
     
     

    เส้นทางจากเวียงจันมายังวังเวียง คือถนนสาย13 เหนือ (13 น.) สร้างแต่ครั้งฝรั่งเศสยึดครองลาวเป็นอาณานิคม โดยลากยาวตั้งแต่ภาคใต้ของลาวแถบปากเซ-จำปาสัก-สะหวันนะเขต ลากไล่ผ่านเวียงจันไปสู่เมืองหลวงพะบาง ก่อนทะลุผ่านภาคเหนือของลาวไปยังเมืองแถน(เดียนเบียนฟู) เวียดนาม สิบนาทีจากบ่อนลด สองข้างทางก็กลายเป็นทุ่งนา สลับหมู่บ้านและโรงงานขนาดไม่ใหญ่โตนัก เส้นทางเป็นถนนลาดยางในสภาพพอใช้การได้เท่านั้น ถ้าแล่น(ขับ)เร็วๆ ฝุ่นก็ยังฟุ้งอยู่ คนขับจอดพักครั้งหนึ่งนอกเขตกำแพงนะคอน เราพบกับคณะจักรยานชาวไทยที่แวะพักอยู่ที่ร้านเดียวกัน ได้ความว่าปั่นจากประเทศไทยมาเป็นคณะประมาณสามสิบคัน จากเวียงจันไปเมืองหลวงใช้เวลาบนหลังอานสามวัน โดยต้องแวะพักที่เมืองวังเวียงและเมืองพูคูนเมืองละคืน

     

    ราวห้าสิบกิโลเมตรจากเวียงจัน เส้นทางเริ่มพาเราไต่เลาะเลียบเขาที่ไม่สูงชันมากนัก ช่องจราจรบีบแคบลงจนรถทัวร์สองคันถ้าจะขับสวนกันต้องมีคันใดคันหนึ่งชะลอแล้วแอบไปทางขวาให้อีกคันแล่นสวนไป(สปป.ลาวขับรถเลนขวาอย่างฝรั่งเศส) ข้างทางยังเป็นนาข้าวที่ปลูกริมลำธารสายเล็กๆ บางเนินเริ่มมีสวนยางพาราปลูกให้เห็นมากขึ้น สลับกับบักหนัด(สัปปะรด) ที่มีให้เห็นประปราย จนถึงบ้านท่าเฮือ คนขับลดจ่ายค่าทำเนียมบำลุงทางตรงด่าน โดยจะมีประมาณ4ด่านก่อนถึงหลวงพะบาง(ไม่เก็บลดถีบ-จัรยาน ลดจัก-จักรยานยนต์) ข้างทางมีเพิงขายปลาแดดเดียวเหมือนแถวๆ สิงห์บุรี อ่างทอง สามชั่วโมงผ่าน เรามองเห็นเขาหินปูนที่ธรรมชาติฉลักเฉลาไว้อย่างสวยงามอยู่เบื้องหน้า สมสมญา "กุ้ยหลินเมืองลาว"

     

     

    วังเวียง เป็นเมืองเล็กๆ (ที่เริ่มใหญ่) อยู่ในแขวงเวียงจัน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ก่อนถึงเมืองกาสี ซึ่งเป็นจุดสตาร์ทของมหกรรมไต่เขาจริงๆ บนทางหลวงสาย13 น. เหตุแห่งความดังของเมืองนี้ก็คือ ภูเขาหินปูนริมแม่น้ำซอง ที่งดงามด้วยการกัด-กร่อน-ดัน-ดึง ของสายฝน สายลม และเปลือกโลก และกิจกรรมผจญภัยต่างๆ นาๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเสียวมากมาย โดยเฉพาะการนั่งห่วงยางลอยไปตามลำน้ำซองโดยมีฝีพายชาวลาวคอยบังคับทิศทางให้ ซึ่งคนไทยพรรค์เราดูจะไม่ได้ตื่นเต้นหรือยินดียินร้ายกับกิจกรรมที่ฝรั่งมังคาชอบเหลือเกินเท่าใดนัก

     

     

    ลดมินิแวนส่งเราลงตรงถนนสายหลักของเมือง อาหารเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่พักในตอนนี้ เราจึงมุ่งหน้าไปยังสามแยกใหญ่กลางเมืองเพื่อหาอะไรกิน มื้อแรกบนแผ่นดินลาวคือ "เฝองัว" หรือ ก๋วยเตี๋ยววัว นั่นเอง อย่าเพิ่งคิดว่า "มึงไปถึงนู่นแล้วจะยังแดกก๋วยเตี๋ยวอีกเหรอ?" เพราะถึงแม้เฝอจะหน้าตาคล้ายๆ คือๆ ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสที่ท่านจะเลือกกินเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เหรือ เส้นเฝออย่างเวียดนามก็ตามศรัทธา แต่เฝอลาวจะใส่มะเขือเทศ และ บางเจ้าจะใส่ "ผักก้านก่ำ" ที่มีกลิ่นรสเฉพาะตัวลงไปด้วย ซึ่งเฝอลาวจะเสิร์ฟพร้อมกับกระจาดใส่ใบสะระแหน่ ผักกาด โหระพา มะนาว กินแนมกันเป็นอันว่าอร่อยแท้

     

    (สิ่งที่พึงระวัง-ชาวลาวนิยมปรุงอาหารด้วยการใส่ "แป้งนัว" หรือ ผงชูรสเป็นอย่างมาก หากท่านแพ้ผงชูรสโปรดกำชับแม่-พ่อครัวให้ดี มิฉะนั้นอาจลงไปชักดิ้นชักงอได้หลังกลืน และในพวงเครื่องปรุงของอาหารทุกประเภท จะมีแก้วใส่ผงชูรสให้เพิ่มความนัวอยู่ด้วยเสมอ อีกอย่างหนึ่ง "งัว" นั้นหมายถึงวัว หากท่านจะกินวัว อย่าลืมตัวสั่งว่า"เนื้อ" เหมือนอยู่เมืองไทย เพราะ เนื้อ ในภาษาลาวคือ "เนื้อควาย" เหนียวนุ่ม แซบหลาย)

     

     

    หลังจ่ายค่าเฝอราคาสิบพันกีบ เราเตร็ดเตร่หาที่พักจนตกลงปลงใจกับ "เฮือนพักพูบาน" คืนละห้าสิบพันกีบ เป็นเรือนไม้ยาวติดแม่น้ำซองที่ใสแจ๋ว ใกล้ขัว(สะพาน)ไม้ข้ามไปยังเฮือนพักกะท่อมกางนาที่มีฝรั่งนอนอ่านหนังสือกันอยู่ตามซุ้มไม้ไผ่ริมน้ำ มีน้ำอุ่น และ พัดลม หลังจากเก็บเครื่อง(ข้าวของ หรือ เสื้อผ้าก็ได้) เราสะพายกล้องหนึ่งฟิล์ม หนึ่งดิจิตอล เดินสับชัทเตอร์ในบางมุมของเมืองวังเวียง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะฝรั่งพบเห็นได้ทุกมุมเมือง แลคล้ายหลายเมืองของไทย ที่ฝรั่งจะนุ่งน้อย ห่มน้อย เปลือยตีนออกมาตากแดด หรือ ควงคู่กันอย่างถึงเนื้อถึงตัว ทำให้ที่นี่เป็นเหมือน "อาณานิคมแห่งความม่วนของฝรั่ง" ไปโดยปริยาย...

     

     

    อาหารมื้อเย็น เราฝากท้องไว้ที่ร้าน "ซากูละ" Pub-Restaurant เจ้าของเป็นคนจีนที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง บรรยากาศเหมือนร้านนั่งกินทั่วไปตามตรอกข้าวสาร เปิดเพลงฝรั่งหลายสไตล์ และมีโต๊ะพูลให้เล่นฟรีหากท่านเป็นลูกค้า เราสั่งต้มยำปลากับข้าวสวย กลั้วคอด้วย ลาววิสกี้+โค้ก หนึ่งถัง (ไอ้นี่ก็สไตล์ข้าวสาร) พอให้หน้าตาเปล่งปลั่ง ก่อนจะตระเวนราตรีเมืองวังเวียงอยากคนแบกเป้ยากไร้ (55+)

     

    เรายึดที่นั่งตรงสามแยกหน้าไปรษณีย์วังเวียง ดวดเบยลาวรสดีสนนราคากระป๋องเล็ก เจ็ดพัน กระป๋องใหญ่ สิบพันเท่ากับเบยแก้ว(ขวด) ซักพักหนึ่ง มีฝรั่งเดินตุปัดตุเป๋ตรงมาที่เรา ก่อนจะออกปากให้ไปส่งที่เฮือนพัก Walking Elephants ตรงข้ามโรงพยาบาล เขาพร้อมจ่ายค่าจ้างหากเรามีลดจักไปส่ง ผมบอกไปว่า "กูเป็นคนไทยที่ไม่มีรถโว้ย มิสเตอร์ มึงเดินไปเถอะ แค่สาม-ร้อยเมตรเอง เป็นกูกูจะเดินไปนะ"

    "แต๊งส์" มันบอกกันเราก่อนจะเดินตุปัดตุเป๋ต่อไป...

     

     

    สี่ทุ่ม เราเดินควงแก้วเบยไปนั่งตรงหน้าร้านตัดผมบริเวณถนนสายกลาง ตามคำแนะนำของอิตาเลียโน่สองหน่อ ที่แนะนำใหเราไปนั่งที่ร้าน "คิว-บา" ซึ่งเป็นร้านเหล้าที่"ฮิป"ที่สุดในเมืองก่อนเที่ยงคืน หลังจากนั้นร้านเหล้าแถบริมน้ำซองจะเป็นสถานที่ฮิปถัดไป เรานั่งดื่มเบย ดูผู้คนที่กำลังเมาไม่ต่างกันร้องรำทำเพลง เสียงพูดสารพันภาษาดังอึงอลออกมาจากร้านคิว-บาที่อยู่คนละฟากถนน ซักพักหนึ่ง หญิงสาวหน้าตาอย่างคนเอเชีย เดินเข้ามาถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่า "ขอถ่ายรูปล้านตัดผมจั๊กน่อยสิได่บ่?" ผมยิ้มเมาๆ ให้สองหล่อนจะเอ่ยปากเป็นคำปากอังกิด "ข้อยคนไทย บ่แม่นลาว" ก่อนจะสนทนากันอีกนิดหน่อย สองเธอเป็นชาวฝรั่งเศส ที่คงต้องลบรูปเราออกจากเมมโมรี่กล้อง เพราะเข้าใจว่านี่คือวัยรุ่นลาวนั่งดื่มเบย (55+)

     

    หลังจากเฝ้าร้านตัดผมได้พักใหญ่ เราพาสังขารที่เมาปริ่มจอก(แก้ว) ไปนั่งตรงเกาะกลางถนนบนสามแยกก่อนถึงไปรษณีย์ เพื่อนคุยของเราคืนนี้เป็นคนลาวจากภาคใต้ชื่อ "แคน" ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านซะนะไซ เราคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ทั้งของไทยและลาว ในบรรยากาศสบายๆ แกล้มเบยด้วยเขียดทอดราคาห้าพันกีบที่บิ๊กน๊อคซื้อมาพร้อมไส้อั่วราคาเท่ากัน ตอนหนึ่งแคนถามผมว่า

    "เจ้าอยู่สีไหน สีเหลือง สีแดง?"

    "ข้อยบ่มีสี อยู่กางๆ"

    "อึ้ม...คั่นว่า ทักสินข้อยก่อมัก อะพิสิดข้อยก่อมัก"

    เราหัวเราะกับคำตอบน่ารักๆ นี้ของเขา

     

    ราวสองยาม สองตีนประคองขาพาเราลงเนินเข้าสู่เฮือนพักในสภาพที่เมาเกือบจะเกินพอดี

    ยอดกานดื่มเบยคืนนี้สำหรับผมคือ 2 แก้วใหญ่ 1 แก้วน้อย และ 1 กะป๋องใหญ่

     

    สายฝนและแอลกอฮอล์ส่งผมเข้าสู่ที่นอนได้อย่างไม่ยากเย็น ยกเว้นบิ๊กน๊อคที่ฮากไหลฮากหลั่งอยู่หลายทีกว่าจะนอน

     

     

    ...

     

    PS*1 - นอกจากการลอยห่วงยาง วังเวียงยังมีคะยัคกิ้ง ไต่เขา ปีนหน้าผา ถีบลดถีบเสือพูเขา และ อีกกิจกรรมผจญภัยประดามียกเว้นบันจี้จั้มพ์ที่ยังมาไม่ถึง

    PS*2 - สถานที่ของรัฐในสปป.ลาว จะหยุดพักเที่ยง ตั้งแต่เวลา 12โมงเช้า-2โมงบ่าย ซึ่งเขาจะหยุดกันจริงๆ แม้แต่นักเรียนก็จะกลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน

    PS*3 - อย่าเพิ่งปรามาสว่าคนลาวนั้นยากจน เพราะ พราโด เล็กซัส ฟอร์จูนเนอร์ มีให้เห็นทั่วไปตามท้องถนน และยังมีโชว์รูมจำหน่าย นิสสัน สกายไลน์ จีทีอาร์ ใหม่เอี่ยมสีแดงเพลิง จอดโชว์ตัวอยู่ในเพิงหมาแหงนอีกด้วย!

    PS*4 - ฮุนได เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงในลาว ลดโดยสารละหว่างแขวงในลาวทั้งลดมินิแวนและลดทัว ล้วนแล้วแต่เป็นฮุนไดแทบทั้งสิ้น

    28 September

    Blowin' in the wind

    Blowin’ in the wind – Bob Dylan

    The Freewheelin’ Bob Dylan (1963)

     

    How many roads must a man walk down, before they call him a man
    How many seas must a white dove sail, before she sleeps in the sand
    How many times must the cannonballs fly, before they are forever banned

    *
    The answer, my friend, is blowing in the wind
    The answer is blowing in the wind

    How many years must a mountain exist, before it is washed to the sea
    How many years can some people exist, before they're allowed to be free
    How many times can a man turn his head, and pretend that he just doesn't see

    *
    The answer, my friend, is blowing in the wind
    The answer is blowing in the wind

    How many times must a man look up, before he can see the sky
    How many years must one man have, before he can hear people cry
    How many deaths will it take till he knows, that too many people have died

    *
    The answer, my friend, is blowing in the wind
    The answer is blowing in the wind

    ----------------------------------------

    ละล่องลอยในสายลม - บ๊อบ ไดแลน

     

    กี่มรรคาที่คนเราต้องย่ำเดิน กว่าจะถูกเรียกว่าเป็น มนุษย์

    กี่สมุทรที่พิราบขาวต้องร่อนเลียบ กว่าหล่อนจักได้ทอดกายลงบนหาดทราย

    กี่คราวที่กระสุนปืนใหญ่ลอยหวืออยู่กลางอากาศ กว่าพวกมันจักหยุดการเข่นฆ่าตลอดกาล

     

    คำตอบน่ะหรือ? เกลอเอ๋ย...มันลอยล่องอยู่ในอากาศ

    คำตอบลอยละล่องในอากาศ...

     

     

    กี่ปีที่ขุนเขายังคงตระหง่าน กว่ามันจักสลายสู่ทะเล

    กี่ปีที่ปวงประชายืนหยัด กว่าพวกเขาจักพบ อิสระ

    กี่ครั้งที่ใครสักคนเบือนหน้าหนี ก่อนจักเอ่ยว่า ข้าฯ มองไม่เห็นอะไร

     

     

    คำตอบน่ะหรือ? เกลอเอ๋ย...มันลอยล่องอยู่ในอากาศ

    คำตอบลอยละล่องในอากาศ...

     

    กี่ครั้งที่คนเราต้องแหงนมองเหนือหัว กว่าเราจักพบกับท้องฟ้า

    กี่ปีที่ล่วงผ่าน กว่าใครสักคนจักสดับเสียงร่ำไห้ของผู้คน

    กี่ความตายที่เกิดขึ้น กว่าเขาจะรู้ว่าผองชนล้มตายมากเกินไปแล้ว

     

    คำตอบน่ะหรือ? เกลอเอ๋ย...มันลอยล่องอยู่ในอากาศ

    คำตอบลอยละล่องในอากาศ...

    --------------------------------

    PS*1 - แปลเพลงนี้ด้วยความรู้สึกเบิกบาน ในความหวานของฮาร์โมนีก้า และ ความหยาบแห้งเหมือนเม็ดทรายในเท็กซัสของคีตกวีบ๊อบ ไดแล่น

    PS*2 - แปลด้วยความชอบ หากผิดใจ ผิดอักขระวิธี โปรดทราบว่า เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ

    PS*3 - คิดถึงบางคนที่ไม่ได้คุยกันหลายวัน ไม่ได้พบกันหลายเพลา คิดถึงจริงๆ แฮะ

    PS*4 - เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีศักยภาพในการกินเหล้าเท่าไหร่นัก จากที่คออ่อนเป็นหยวกกล้วยอยู่แล้ว ทุกวันนี้อ่อนยังกับทิชชู่ละลายน้ำ...

    PS*5 - รักคนอ่าน ระวังน้ำกัดเท้า หากท่านอยู่ในท้องถิ่นที่น้ำท่วม บุญรักษาทุกท่านเน้อ^^

    09 September

    แขก-เขา-เรา-ไทย?

    กลางดึกของเสาร์ที่ผ่านมา "ศึกมวยไทยลุมพินีเกริกไกร" ไม่ได้มาพบกับมิตรรักแฟนมวยตามปกติ

     

    คืนนั้น รายการพิเศษของกองทัพบก เพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือทหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ต่อไปจะเรียกว่า 3จชต.) ถ่ายทอดสดจากห้องส่งช่อง5 สนามเป้า เพื่อระดมทุน และ กำลังใจจากพี่น้อง "ไทย" ทั่วประเทศ เพื่อปลอบขวัญทหารหาญชาว "ไทย" ผู้ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของรัฐ "ไทย" ที่กำลังถูกผู้ก่อความไม่สงบสร้างสถานการณ์เพื่อแบ่งแยกดินแดน "ปัตตานีดารุสลาม"

     

    ช่วงที่ผมเปิดไปเจอ พิธีกรกำลังสัมภาษณ์ทหารกล้านายหนึ่ง ดำรงยศ สิบโท แห่งกองพันทหารราบ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เขาผู้นั้นรอดชีวิตมาจากการโจมตีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หน่วยของเขาที่เดินทางไปด้วยกัน 7 นาย ถูกลอบโจมตีด้วยระเบิดนพื้นถนน แรงระเบิดเหวี่ยงรถกระบะสองตอนลอยหวือไปไกลกว่า 40 เมตร จากนั้น ผู้ก่อความไม่สงบก็กรูกันเข้ามาจ่อยิงทหารที่กำลังบาดเจ็บอยู่บนพื้นถนนและในซากรถ จนเสียชีวิต 6 นาย

     

    สิบโทท่านนั้นไม่ได้บอกว่ารอดชีวิตมาด้วยวิธีการใด แต่ภาพข่าวประกอบบทสนทนานั้นทำให้ผมต้องเปลี่ยนช่อง เพราะภาพและเสียงนั้นทำให้ลำคอตีบตัน ด้วยความสลดหดหู่จากกระบวนการ "ยิงซ้ำ" ของสื่อมวลชน

     

    ผมเชื่อว่าถ้าจะให้สิบโทผู้นั้นเล่าเรื่องโดยละเอียด เราอาจได้รู้อะไรมากขึ้น มากกว่าที่กองทัพต้องการให้เขาบอกเราเพื่อเรียกเงินบริจาค แต่อย่าให้เขาต้องเล่าเลย...ผมเองก็คงไม่อยากเล่าให้ใครฟังนักหรอกว่า เพื่อนผมหกคนตายในลักษณะใด

     

    กว่าสองชั่วโมงนั้น ผมไม่ทราบยอดบริจาคสุดท้าย แต่ถ้าจะเดาว่าเป็นเลขเจ็ดหลักอาจจะยังน้อยไป

    ------------------

    หัวค่ำของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในข่าวภาคค่ำทีวีไทย สกู๊ปข่าวเกี่ยวกับ3จชต. ชิ้นหนึ่งถูกนำเสนอผ่านหน้าจอโทรทัศน์

    ภาพเด็กหญิงมุสลิมมะห์วัยประถมปลายในชุดฮิญาบ กำลังทำกิจกรรมทางสังคมกับพี่น้องมุสลิมที่เขตพื้นที่"สีแดง" มีมุสลิมมะห์หลายคนพูดคุยร่วมกันกับเธอ บางคนมีรอยยิ้มน้อยๆ ขณะที่บางคนยังซ่อนความเศร้าไว้ในดวงตาสีน้ำตาลโศกได้ยังไม่แนบเนียน

     

    เสียงบรรยายบอกว่า เธอคือหนึ่งในผู้สูญเสียหลายพันรายในพื้นที่ พ่อและพี่ชายของเธอรวม 4 คน เสียชีวิตด้วยฝีมือจากการปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่เธอไม่ยอมแพ้ หากนี่คือประสงค์ของอัลเลาะห์ (ซุบฯ) เธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่เธอต้องการปลอบประโลมความรู้สึกของผู้สูญเสียอีกมากมายในพื้นที่ อย่างน้อยเมื่อพวกเขาคลายความเศร้าโศกลง ชีวิตของพวกเขาก็อาจจะดีขึ้น...แม้จะไม่เหมือนเดิมที่เคยเป็นก็ตามที...นี่คือความเวทนาในชะตากรรมของกันและกัน

     

    หนูน้อยไม่มีเงินแสนเงินล้านเช็ดหน้าตาผู้ร่วมชะตากรรม มีเพียงคำพูดภาษายาวีเป็นเหมือนผ้าเช็ดหน้าปาดน้ำตาเพื่อนผู้สูญเสีย

    -----------------

    ผมกำลังเป็นห่วงว่า เรากำลังติดกับดักของวาทกรรมชื่อ "ความเป็นไทย" ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นตั้งแต่กำเนิด "รัฐไทย" เมื่อไม่เกิน 60 ปีมานี้ และ สิ่งนี้กำลังถูกบิดเบือนให้ออกทะเลกว่าเดิมด้วยชุดความคิดที่ว่า ไทยแท้ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน วัฒนธรรมไทยแท้ต้องเป็นของไทยภาคกลาง ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งพยายามผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

    (ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการบัญญัติว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวโน้มการออกทะเลนี้)

     

    ชาวพุทธบางส่วนที่ไม่ได้อยู่หรือเห็นสถานการณ์จริงเริ่มมีความคิดว่า ขนาด "แขก" ยังฆ่าแขกด้วยกันเอง แล้วมันเป็นภาระอะไรของประชาชนคนเสียภาษีอย่างเราที่จะต้องไปดูแล "พวกคน" ที่กำลังจะพังและเผาห้องทางทิศใต้ของบ้านเรา ปล่อยให้เขาดูแลคนในศาสนาของเขาเอง ส่วนเราก็ดูแลคนของเรา...เป็นประชาธิปไตยที่หอมหวานสุดๆ ทั้งที่ความจริงพื้นฐานที่สุด ก็คือ คนที่กำลังหายใจเอาอากาศเฮือกสุดท้ายเข้าปอดแต่ไม่สามารถทำได้เพราะกระสุนปืนฉีกถุงลมของเขาเป็นชิ้นๆ คนที่ยืนประจันหน้าสาดกระสุนใส่กันในสวนยางรกร้าง คนที่กำลังร้องไห้เพราะคนรักถูกเผาเป็นตอตะโก และ ทุกคนที่สูญเสียแขน ขา ลูกตา สามี พี่ชาย น้องสาว ที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ ล้มตาย นั่นเป็น "เพื่อนมนุษย์" ด้วยกันทั้งนั้น

     

    เราจะต้องช่วยเฉพาะ "ทหารไทย" เพื่อให้พวกเขามีแรง มีกำลังออกไปไล่ล่า "แขก" ที่ไล่ยิงทั้ง "พวกเรา" และ "พวกมันเอง" เพียงเท่านั้นหรือ?

     

    รัฐบาลน่ะหรือ?...อย่าพูดถึงเขาเลย พวกเขาก็แค่หาเงินเตรียมเลือกตั้งไปวันๆ เท่านั้นแหละ ประชาชนอย่างเราๆ สิ ที่ต้องดูแลกันและกันเมื่อเพื่อนร่วมโลกประสบภัย

     

    หากชุดความคิดเรื่อง "ความเป็นไทย" ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป คนไทยเหนือก็คงไม่ช่วยคนใต้ถ้าเกิดสึนามิ คนไทยอีสานอาจสมน้ำหน้าคนกรุงเทพฯ ที่น้ำท่วม คนภาคกลางมองดูบ้านช่องทางเหนือถล่มเพราะแผ่นดินไหว ส่วนคนไทยใต้อาจแสยะยิ้มใส่คนไทยอีสานในช่วงหน้าแล้ง เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็คงจะใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง หากินเป็นฝูง อิ่มเป็นฝูง ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และ ไม่จำเป็นต้องรักคนในฝูงอื่น เพราะมันไม่ได้กินเหมือนเรา ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเหมือนเรา ไม่ได้พูดภาษาเรา ก่อนจะพัฒนาการถดถอยไปสู่ความคิดว่า มันไม่ใช่ "คนเหมือนเรา"

     

    ปาเลสไตน์ - อิสราเอล - ดาร์ฟูร์ - อิรัก - ซินเจียง อุยกูร์ - ฉาน สเตท - คาบสมุทรเกาหลี - จัมมู แคชเมียร์ - อัฟกานิสถาน - ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ - โคลอมเบีย - ไนจีเรีย - 3จชต. และ พื้นที่ความขัดแย้งทั้งหลายบนโลกนี้

     

    สงบลงเถิด...เราทั้งผองต่างเกิดมาแล้วเพื่อดับไปทั้งนั้น ไม่มีอะไรดำรงอยู่ถาวรแม้แต่มวลของโลกนี้เอง

     

    ซักวันหนึ่งคำสอนของทุกศาสนาก็ต้องสลายไปพร้อมกับโลกใบนี้ อีกไม่นานนักหรอก...โลกมันร้อนเต็มทีแล้ว

     

    รักกันนะ รักกันๆ

     

    PS*1 - อยากไปเที่ยวจะไม่ไหวอยู่แล้วววว เบื่อนะเนี่ย นั่งหน้าคอมทั้งวันทั้งวี่จนปวดตา นั่งจนปวดตูด งานออฟฟิสมันเสียสุขภาพกว่าที่คิดเยอะเลยวู้ยยย

    PS*2 - หนังสือเดินทาง โดยกรมการกงศุล อยู่ในกำมือข้าพเจ้าแล้ว ฮี่ๆๆ

    PS*3 - อยากไปดูทอล์คโชว์ป๋าเทพ ฮาไม่ฮาไม่รู้ แต่อยากช่วยป๋า ผมชอบคนสู้ชีวิตแบบป๋าว่ะ

    PS*4 - เมื่อวานต้องลุยฝนกลับห้อง ให้ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่าง

    PS*5 - รักคนอ่าน ช่วยกันหมุนโลกให้มันเป็นไปในทางที่ดีกันนะ ^^

    27 August

    ปลง

    ปลง [ปฺลง] . เอาลง เช่น ปลงหม้อข้าว, ปล่อยหรือเปลื้องให้พ้นไป (ในลักษณะที่รู้สึกว่าหนักอยู่) เช่น ปลงหาบ; เมื่อใช้ประกอบ กับคําอื่น มีความหมายต่าง ๆ.

    ***อ้างอิงจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (http://rirs3.royin.go.th)
     

    อาจจะดูเหมือนคำพูดที่สิ้นคิดคำหนึ่ง ถ้าเราจะบอกกับใครซักคนว่า “กูปลงแล้วว่ะ...” หรือ หากจะให้หยาบคายที่ปลายลิ้นเพิ่มขึ้นอีกซักสองดีกรีก็จะเป็นวลีที่ว่า “ช่างแม่งเถอะ” “ช่างหัวมันเถอะ” หรือ “ช่างหัวบุพการีมันเถอะ” ก็ว่ากันไป

    คน(ไทย)เรา มักจะใช้คำว่า “ปลง” กับความทุกข์เป็นส่วนใหญ่ ประหนึ่งว่า ข้าฯ คือผู้บรรลุและเข้าใจในเหตุแห่งทุกข์จนสามารถปลดเปลื้องทุกข์นั้นได้หมดจด เหมือนเปลื้องผ้าเตรียมอาบน้ำ ประมาณนั้น...

     

    ผู้ป่วยมะเร็งหัวล้านเลี่ยนด้วยฤทธิ์เคมีบำบัด ขยับปากพึมพำเหมือนคนเพ้อพิษไข้...“ผมปลงแล้ว จะตายก็รีบๆ ตายซะจะดีกว่า”

    หนุ่มวัยกลางคนผู้ยังไม่เคยพบรักเยี่ยงคู่ผัวตัวเมีย โรยยิ้มโศกหลังแก้วเบียร์ฟองฟ่อดก่อนปริปาก...“อยู่คนเดียวก็ได้ ตายก็เผา ผมปลงชีวิตแล้วว่ะ”

    สาวทึนทึกผู้ปรารถนาลูกชาย และ เฮียวัยทองผู้ปรารถนาลูกสาว บีบมือกันแน่นพลางเช็ดน้ำตาซึ่งกันและกันหลังทราบผลการทำเด็กหลอดแก้ว... “ปลงเถอะคุณ สงสัยมันจะเป็นกรรมของเรา อยู่กันสองคนนะ...”

    ทหารกล้าผู้เสียขาในสนามรบ ขยี้ส้นคอมแบทกับก้นบุหรี่ ยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนเบ้ปากพูด... “ชีวิตมันก็เท่านี้แหละคุณ ผมมันชายชาติทหาร ผมปลงแล้วว่าต้องแบบนี้เจอซักวัน”

    และ พนักงานออฟฟิส ผู้โกรธแค้นสังคมทุนนิยมและเจ้านายที่แอบแกะเม็ดกวยจี๊อยู่ในห้องทำงาน ถอนหายใจเฮือก... “ผมก็ปลงแล้วล่ะ เราจะเอาอะไรไปสู้เขาล่ะคุณ ไล่ออกก็ไล่เถอะ ผมปลงจริงๆ จังๆ เลยว่ะ”

    ......................ฯลฯ

     

    คำถาม : แล้วเราจะ “ปลง” ความสุข เหมือนที่ปลงความทุกข์ง่ายๆ จะได้ไหม?

     

    บางคนอาจจะตั้งคำถามคืน อ้าว...เมื่อมีความสุขแล้วจะให้ปลงทำไม ในเมื่อความสุขเป็นความรู้สึก “เบา” ไม่ใช่ความรู้สึก “หนัก” ที่อยากจะเตะทิ้งเหมือนความทุกข์

    ยอมรับ ณ ตรงนี้...ด้วยเกียรติแห่งปุถุชน ผมก็ยังไม่ปลงกับความทุกข์ใดๆ ได้อย่างเต็มร้อย กับ ความสุขยิ่งแล้วใหญ่ อยากจะกอด อยากจะกินมันเข้าไปให้ซาบซ่านหัวใจ

    แต่ในเมื่อ อนิจจัง คือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง (ชาวพุทธเชื่ออย่างนั้น) ทั้งความสุขและความทุกข์ ก็คือความไม่เที่ยงแท้นั่นเอง

    ไม่ต่างกับจิตใจคนที่หันได้ซ้ายขวายิ่งกว่าดอกทานตะวัน ที่ว่ารักนักรักหนา สุดท้ายอาจจะเป็นแค่ ความหลง หรือ ที่ว่าเกลียดจนไม่เผาผี ก็อาจจะเป็นแค่เยื่อหุ้มสมองส่วนที่มีชื่อไทยๆ ว่า อคติ

    ทั้งสุขและทุกข์ จึงคู่ควรแก่การระลึกถึง เพื่อเตือนสติตัวเองให้รู้ทันว่า ไฟสุขและไฟทุกข์นี้ สว่างขึ้นมาวาบหนึ่งแล้วก็จากไป ไม่สามารถเก็บกอดไว้กับตัวได้นิรันดร์

    เพื่อจะได้ไม่จมอยู่ในทะเลทุกข์ และ หลงทางไปในทะเลสุข

    เพราะความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับการไม่ปลงทั้งสองอย่างนี้...ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันซักเท่าไหร่

     

    ------

    พายคร้าบ

    อิจฉาเธอแฮะ ที่มีดวงเดินทางบ่อยช่วงก่อน พี่เดียวล่ะเบื่อกับงานแบบนี้จัง ที่ต้องนั่งเก้าอี้ เพ่งคอมฯ จนตาเริ่มจะพังแล้วเนี่ย แต่ก็อย่างที่เธอและใครหลายๆ คนบอกน่ะแหละ "Do The Best" ขอบคุณที่กระตุ้นเตือน และ ให้กำลังใจนะครับ

    ออกกำลังแต่พอดี ชีวีมีสุข กินอาหารให้อร่อย นอนหลับสบายๆ นะครับผ้ม!

     

    PS*1 - ด้วยแรงบันดาลใจจากการสนทนากับพี่นัทสุง http://nut-karmanatta.blogspot.com/ ขอบคุณครับพี่ ^^ (โปรดอ่านว่า กรรมานัตตา ไม่ใช่ กามาอนัตตา นะจ๊ะ)

    PS*2 - Not born to be. But i wanna be a journalist !!!

    PS*3 - เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ คนทำงานทุกคน สู้กับความเส็งเคร็งของการทำงานต่อไป เหนื่อยก็พักนะ เหนื่อยมากก็หยุด ส่วนคนที่มีความสุขกับงาน ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยคน ^^

    PS*4 - อยากไปลาว-หลวงพระบางว่ะ ไปกันๆ

    PS*5 - รักคนอ่าน รักษาสุขภาพให้ดี เขาว่ากันว่า หนาวที่จะถึงนี้ไข้หวัด 2009 จะระบาดหนัก ส่วนผมเหรอ...ปลงแล้วล่ะ 555+

    05 August

    Norm หมายเลข 1

    ความฝัน...หมอกเมฆแห่งความงดงามอันเหนือจริง

    บ่อยครั้ง ข้าฯ รักมันจนอยากสังวาสกับมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และลืมวันเวลา

    เมื่อข้าฯ ปลดกางเกงด้วยความกระสันเงี่ยนง่าน

    ข้าฯ พบว่า กำลังร่วมรักกับนิ้วทั้งห้า และอุ้งมือ

    โดยมีความฝันโรยยิ้มให้อย่างเวทนาในความเขลา

     

    ความรัก...สิ่งที่ข้าฯ ศรัทธา และเชื่อว่ามันคือเสื้อผ้าห่มคนใจหยาบให้อบอุ่น

    แต่บางครั้ง มันปล่อยให้ข้าฯ ยืนเปล่าเปลือย เย็นเยียบ และ เพ้อคลั่ง

    ข้าฯ คิดว่าข้าฯ มองเห็นมันสว่างไสวอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยคนบ้า

    แต่เมื่อข้าเพ่งมองมันอย่างละเอียด

    บางครั้ง ข้าฯ รู้สึกว่ามันเป็นเพื่อนสนิทของความฝัน

     

    ความจน...เพื่อนที่ดีที่สุดของคนรวย และบางครั้งก็ของข้าฯ ด้วย

    มันไม่หลอกลวงใครด้วยความเท็จ...และไม่เคยปกปิดความหยาบคายของตัวเอง

    มันเลี้ยงดูข้าด้วยความว่างเปล่า และพร่ำสอนความเป็นคนให้กับข้าฯ

    แต่ในบางครั้ง มันกว้านซื้ออาหารทุกอย่างที่ข้าฯ เคยซื้อ

    และเหลือน้ำประปารสเลวไว้ให้ข้าฯ ดับเสียงกรีดร้องของกระเพาะอาหาร

     

    ศักดิ์ศรี...ข้ออ้างบางประการของการทำดีและทำชั่ว ทั้งของคนดีตีนเปล่าและคนเลวที่หุ้มหนังตีนด้วยหนังลูกวัว

    มันถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า...มหัศจรรย์เหมือนการสร้างระเบิดนิวเคลียร์จากก้อนดิน

    มันตะล่อมให้เด็กหนุ่มยืดอกรับคมมีดและกระสุนปืนในสนามรบ และหลอกล่อนักศึกษาให้หยิบมันไปสวมใส่ปกปิดความว่างเปล่าในกะโหลกศีรษะ

    การมีมันไว้เป็นเพื่อนเป็นเรื่องดี แต่อย่ากอดคอมันเพื่อตายไปพร้อมกัน

    เพราะบ่อยครั้งมันไม่ได้ให้คุณค่ากับชีวิตมากไปกว่าสารเสพติดหลอนประสาทชนิดรุนแรง

     

    อำนาจ...สิ่งที่ข้าฯ รังเกียจ แต่ข้าฯ ขอสารภาพว่า ไม่อาจหนีมันพ้น

    ยามที่ข้าฯ แสร้งว่าจงรักภักดีต่อมัน มันจะถ่มน้ำลายรดหัวข้าฯ และให้ส้นเกือกหนาแข็งขยี้ซ้ำ

    เมื่อข้าฯ ต่อต้านมัน มันจะเตะข้าฯ ด้วยรองเท้าคู่นั้น ก่อนจะตีตราขายข้าฯ ให้เป็นทาสของความผิดบาป

    หากข้าฯ กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันจะบังคับให้ข้าฯ กลืนความเจ็บปวดที่เจ็บยิ่งกว่าที่ข้าฯ เคยเจอ

    และหากข้าฯ คิดหลบหนีมัน มันจะปล่อยข้าไป....มันรู้ว่าข้าจะกลับมา เพราะมันได้แฝงตัวอยู่เส้นเลือดของข้าฯ เสียแล้ว ตั้งแต่แรกพบ

     

    ทั้งหมดนี้.....ข้าฯ ไม่อาจหนีมันพ้น ไม่อาจหนีพ้น......

     

    +++++

    พายคร้าบ

    ช่วงนี้ เธอมีความสุขสบายใจดี การดื่มนิดหน่อยก็เป็นการกระตุ้นเลือดลม สมอง และปาก ให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น (ขอย้ำว่าเมื่อดื่มนิดหน่อย^^) ขอให้มีช่วงเวลาที่ดี มีการสอบที่เจ๋งเป้ง และ มีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

    ขอโทษนะกับการกระทำ การแสดงออกบางอย่างทีงี่เง่า จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ให้เร็วที่สุดนะครับ ^^

    รักเหมือนเดิม อย่างที่รู้อยู่ 555+

     

    PS*1 - ลองรับบทกวีสดพร่ำเพ้อข้างบนไว้พิจารณา และตัดสินคุณค่าผลงานตามอัธยาศัย เพิ่งเคยเขียนงานจำพวกนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกันครับ

    PS*2 - ชีวิตการทำงาน จับฉ่าย ทำหลายอย่าง ได้skillอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น แต่บางskill ถ้าทำที่นี่นานๆ รับรองว่าลืมหมดแน่

    PS*3 - อ่อ...ผมไม่ซีเรียสกับงานจัดข้าวใส่จานในบางวัน และ ล้างลองกองนะครับ แต่มันตลกดีที่จ้างผมด้วยเงินเดือนเก้าพันมาทำอะไรขำๆ 555

    PS*4 - หอมกลิ่นกระดาษ สาบกลิ่นน้ำหมึก คิดถึงกาแฟสด ^^

    PS*5 - รักคนอ่าน ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เจริญสุข เจริญปัญญากันให้ถ้วนทั่วทุกตัวคนจ้า ^^

    25 Juli

    ผมก็คน....คุณก็คน

    ทุกท่านครับ...วันนี้ผมมีเรื่องสะเทือนใจจะมาเล่าสู่กันอ่าน
    ไม่มีคนตาย ไม่มีคนเจ็บ...
    มีแต่คน "เลว" เท่านั้น ที่จะเป็นตัวดำเนินเรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไป
    (มีเนื้อหาหยาบคาย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
     
    -----------------------
    เช้าวันนี้ ผมไปถึงที่ทำงานตอน9โมงสิบนาที เป็นวันที่ 8 ของการทำงานเป็นมนุษย์(ยังไม่ได้)เงินเดือน
    ที่นั่นมีงานอบรม และผมต้องไปถ่ายรูปผู้มาร่วมงานตอน10โมงครึ่ง นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องเข้าที่ทำงานวันเสาร์นี้
    ณ เวลา9โมงกว่า ผมนั่งอ่านมติชน สุดสัปดาห์อยู่ที่โต๊ะทำงาน
    "ตรู๊ดดดดดดดด ตรู๊ดดดดดดด........" เสียงโทรศัพท์ที่มีความไพเราะน้อยกว่าเพลงของเครื่องชั่งน้ำหนักหน้า 7-11 ดังขึ้น
    ผมคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาพูด....เสียงตอบโต้กลับมาคือเสียงชายวัยกลางคนที่อยู่บนถนน...
     
    สิ่งที่ปลายสายต้องการรู้คือ เขาอยู่บนทางด่วนสมุทรปราการ จะมาที่ที่ทำงานผมอย่างไร
    ผมตอบเท่าที่ผมทราบ นั่นก็คือ ถ้าเลยถ.บางนา-ตราด กม.4 วิ่งบนถนนศรีนครินทร์มุ่งหน้าไปปากน้ำ ตึกอยู่ระหว่างซอยแบริ่งกับลาซาล เยื้องคาร์ฟูร์กับแม๊กโคร ศรีนครินทร์ มีโรงแรมเบย์สูงๆ เป็นจุดสังเกต พอผ่านคาร์ฟูร์มาเจอที่กลับรถก็กลับรถเลย ตึกอยู่ติดโรงแรมเบย์
    ...........
     
     
    มันไม่เพียงพอ เขาต้องการรู้มากกว่านี้ รู้ไปถึงว่าเขาสามารถลงทางด่วนได้หลายทาง และถ้าเขาไปผ่านแยกเทพารักษ์เขาจะต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ผ่านไอ้นั่นไอ้นี่ เขาจะมาที่นี่ได้อย่างไร?
    ผมโอนสายไปให้พี่ที่พอรู้ทางเป็นคนคุย เสียงการพูดคุย ฟังไม่ได้ศัพท์ มีการพูดถึงคาร์ฟูร์ แบริ่ง ลาซาล หลายครั้ง ข้อมูลเพิ่มเติมคือ หน้าตึกจะมี"รถกอล์ฟ"จอดอยู่เยอะเลย
    เมื่อวางสาย...คุณพี่พูดว่า "แกเหวี่ยงอะไรของแกอ่ะ..."
     
    ............
    ณ เวลาสิบโมง
    "ตรู๊ดดดดดดดด ตรู๊ดดดดดดด........" (แม่งหลงแน่) ผมคิดในใจก่อนจะรับสาย
    "เออ ผมอยู่ตรงฟู้ดแลนด์แล้ว ยังไงต่อ" น้ำเสียงปลายสายห้วน สั้น เหมือนบางคนใช้พูดกับเด็กเติมน้ำมัน
    (ไอ้ห่า กูบอกให้มาคาร์ฟูร์ เสือกผ่าไปฟู้ดแลนด์ แม่งไปลงรูไหนวะเนี่ย) ในใจเริ่มคิดถึงลางร้าย 
    "อ่าครับ...ถ้ามาถึงศรีนครินทร์แล้ว..." ผมถูกตัดบทตรงนี้
    "เออ!!! กูรู้แล้วว่าศรีนครินทร์ แต่กูอยู่ตรงฟู้ดแลนด์เนี่ย แต่กูจะให้มึงบอกว่า กูอยู่ตรงฟู้ดแลนด์เนี่ยกูจะไปยังไง แล้วรถแม่งก็ติดชิบหายเลยเนี่ย แล้วมึงบอกว่าอยู่ตรงสนามกอล์ฟ ไหนวะ..."
    "เอ่อ...เดี๋ยวผมจะโอนสายให้พี่ที่ทราบทางบอกนะครับ" ผมปิดหูโทรศัพท์ ยื่นให้คุณพี่อีกครั้ง แล้วยืนมองหน้า...
    ราวสองนาที การสนทนาจบลง คุณพี่หน้าตาแตกตื่น
    "เค้าเป็นอะไรของเค้าอ่ะ...เฮ้ย ทำไมพูดกับเราแบบนี้อ่ะ...." อวัยวะบนใบหน้าคุณพี่หมุนติ้ว คิ้วรวมเป็นเส้นเดียว เหมือนคนงงหลังโดนตบบ้องหู
     
    ผมก็งงไม่ต่างกัน ในหูลั่นกริ่งดังวุ้งวิ้งๆ ผมยืนมองถนนข้างหน้าที่รถกำลังแน่น...
     
    .............
     
    10โมงกว่า ผมเดินกลับลงมาที่สภาฯ ชั้น3 เปิดคอมฯ เช็คอี-เมล์
    เสียงชายคนหนึ่งที่เหมือนเพิ่งดังลั่นอยู่ในหูเมื่อกี้ กลับมาชัดเจนอีกครั้ง ผมชะโงกข้ามแฟ้มออกไปมอง คนชายกลางคน หวีผมใส่น้ำมันแลดูเลื่อม ตัวติดกางเกงยีนส์กับเสื้อโปโลสีแสด
    บนสนทนาในสภาฯ ตอนนั้นคือ การซื้อขายน้ำมัน และ เรื่องอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่น
    "ใครก็อยากเป็นนักการเมือง สบาย..." เขาว่าอย่างนั้น
     
    ไม่ได้โกหก "เขาว่าอย่างนั้น" จริงๆ
     
    ..........
    ผมไม่ได้เกลียดคนรวยนะครับ คนรวยที่ดีและน่ารักก็มีอยู่
    แต่บางครั้ง การเสพติดอำนาจที่เกิดมาจากความรวย(บ่อยครั้งก็ผกผันกัน) ก็ทำให้ไอ้คนรวยที่ว่านั่น มีความคิดและกิริยาเหมือน "สัตว์"
    "ไอ้สัตว์" ต้องเรียกว่าอย่างนั้น
    ด้วยความเอาแต่ได้ ในเมื่อคิดว่า กู คือคนที่จะต้องได้มาก และ กูเป็นคนมีมาก มึง ต้องยอมให้กู เพราะไม่ว่ากูจะอยู่ที่ไหน กูคือ "คนมีอำนาจ"
    เผลอๆ คุณค่าของมันน่าจะน้อยกว่าสัตว์จริงๆ เสียด้วยซ้ำไป
    เนื้อก็กินไม่ได้ นมก็ไม่มี ความสวยงามก็ไม่มี แถมยังทำลายระบบนิเวศอีกต่างหาก
     
    (เกิดมาทำไม....ปัดโธ่) ในความคิดของหมาน้อยหน้าตึกยิ้มชอบใจ
     
    .........
    เล่าสู่กันฟังนะครับ
    แล้วอย่าไปทำกับใครเข้า
    สังคมมนุษย์จะรังเกียจเอา
     
    +++++
    พายคร้าบ
    ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว (พรุ่งนี้นี่นา!!) ตั้งใจอ่านหนังสือ แบ่งเวลาพักผ่อน และ มีสุขภาพแข็งแรงนะครับ ถ้ากายพร้อมใจพร้อม ผลสำเร็จก็มาเกินครึ่งแล้ววว
    มีความสุขมากๆ บังเกิดความชื่นใจทุกวันนะครับ ^^
     
    PS*1 - รู้สึกแย่เหมือนกัน แต่สังคมเราก็มีคนอย่างนี้แหละ ทั้งที่มันเป็นfunctionที่ไม่จำเป็นต้องมี โลกก็จะยังหมุนไปเหมือนเดิม
    PS*2 - ขอบคุณพี่ๆ ที่สภาฯ ทุกคนนะครับสำหรับน้ำใจและความเห็นอกเห็นใจ พี่โดนมาเยอะกว่าผม นับถือในความอดทนครับ
    PS*3 - ทนกันต่อไป ทนได้อยู่นี่ เรียนรู้ไปสิ
    PS*4 - ขอให้กายและใจแข็งแรงทุกท่าน ถ้าอ่านแล้วรู้สึกรกสมอง ก็ขอให้ลืมเรื่องนี้ไปเสีย บุญรักษาครับ ^^
    21 Juli

    นกน้อย...เดินทาง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่ผมต้องเดินทางไกล...
    ไกลด้วยการเดินทางบนท้องถนนจริงๆ
    ไกลจากชีวิตมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รัก
    ไกลจากความเป็นเด็กออกไปทุกที
    หากชีวิตคือการเดินทาง สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นชีวิตก็ได้เลี้ยวไปสู่อีกหนทางหนึ่งชื่อ "การทำงาน"

    พุธ ที่ 15 ผมหอบสังขารชุ่มเหงื่อเดินเข้าสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย แถวศรีนครินทร์
    หลังจากเขียนใบสมัครงาน สัมภาษณ์กันเล็กน้อย (ซึ่งดูเหมือนคนสัมภาษณ์ก็จะพอรู้ว่าไอ้นี่มันแปลกๆ) ผมก็ได้มาทำงานในวันรุ่งขึ้น
    เขา(ว่า)จะให้ผมมาทำวารสารขององค์กรเพื่อส่งให้บริษัทสมาชิก ในใบสมัครงาน เขาบอกว่าตรงช่อง "ตำแหน่ง" ให้เว้นไว้
    ณ ตอนนี้ ผมรับผิดชอบเรื่องการส่งเมล์เป็นหลัก และทำอย่างอื่นตามครรลองของคนทำงานออฟฟิสทั่วไป
     
    ศุกร์ ที่ 17 รถติดหนึบที่ศรีนครินทร์ ผมรีบกลับมาที่ห้อง เก็บเสื้อผ้า ขึ้นรถไปชะอำ...ไปรับน้อง
    เดินทางไกล ไปหาเพื่อน พี่ น้อง ไปหาคณะ....ไปหาความสุข
    สองวัน สองคืน ที่ชะอำ ผ่านไปอย่างช้าๆ เพราะผมอยากให้มันเป็นอย่างนั้น
    เป็นจริตของคนที่เพิ่งเป็นโรคแพ้บรรยากาศออฟฟิส ว่ากันว่า โรคนี้ถ้าไม่หายในเร็ววัน ก็อาจลุกลามจนทำให้ทำการทำงานไม่ได้เลยทีเดียว
     
    เปล่าหรอก...ออฟฟิสผมไม่ได้เลวร้ายอะไร ผมไม่ได้ถูกกดขี่ข่มเหง การทำงาน0900-1800 น. ก็อาจจะดีกว่านอนแกร่วอยู่ในเตียง
    แต่มันเป็นอาการที่หลายต่อหลายคนคงรู้สึกไม่ต่างกัน เหมือนเพิ่งย้ายโรงเรียนใหม่แล้วก็จะงอแงอยู่ซักหน่อย
    แล้วผมก็มาจากโรงเรียนสอนหนังสือพิมพ์ด้วยสิ ที่บรรยากาศทำงานเต็มไปด้วยความอึกทึก ผู้คนเดินขวักไขว่ และเสียงหัวร่อต่อกระซิก
    ณ ตอนนี้มันก็เลยรู้สึกขาดอะไรไป และได้อะไรใหม่มาเติม (แต่ไม่สามารถทดแทนกันได้หรอก)
     
    สิ่งที่ผมจะทำได้ตอนนี้ก็คือ เรียนรู้ทุกอย่างที่ได้รู้อยู่ และจะได้รู้ต่อไปในอนาคต
    อดทนกับทุกสิ่งโดยต้องขยายขอบเขตคำว่า "อดทน" ของตัวเองให้กว้างขึ้น และมีสติอยู่ตลอดเวลา
    รอเวลา...ที่พร้อม พร้อมจะไปหาสิ่งที่เป็น "ฉัน" ในซักวันหนึ่ง...ไม่นานหรอก แต่คงไม่ใช่พรุ่งนี้มะรืนนี้
    กลิ่นสาบน้ำหมึกเอ๋ย....คิดถึงเจ้าจริงๆ
     
    -------------
    พายคร้าบ
    ใกล้สอบแล้วเนอะ งานพักนี้ก็เหมือนจะเยอะ ช่วงนี้ก็เป็นหน้าฝนที่อบอ้าวเหลือเกิน ดูแลสุขภาพด้วยนะครับผม เพิ่งไปตัดแว่นมาใหม่ ดูแลดีๆ ล่ะครับ อิๆๆ
    ขอบคุณนะที่หัวเราะให้ฟังเสมอๆ เวลาเหนื่อยอ่อน ^^
     
    PS*1 - เพื่อนๆ ที่ทำงานเอ้ย สู้ๆ กันนะ คณะเราแม่งเจ๋งว่ะ ใครทำงานออฟฟิสแม่งปั่นป่วนกันเกือบหมดเลย 55+
    PS*2 - รับน้อง52 สนุกมาก มันเมาม่วน น่าจะจัดซัก 3 วัน 3 คืน เหอะๆๆ
    PS*3 - ยังไม่ได้เช่าครุยเลย เริ่มมีความคิดว่าจะเข้ารับปริญญา จะได้ต้องซ้อม แล้วลางานมา 555
    PS*4 - รักคนอ่าน อยากเจอเพื่อนๆ อยากทำงานกับชาวสิ่งพิมพ์ อยากเอาความฝันของตัวเองเป็นเครื่องยังชีพ


    14 Juni

    บันทึกการเดินทางจากหัวหิน

    0920 น. 14 มิถุนายน 2552
     
    ผม และเพื่อนอีก 3 คน เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีหัวลำโพงด้วยขบวนรถธรรมดา ขบวน 261 สู่ปลายทางหัวหิน ประขวบคีรีขันธ์
    ลากรุงเทพฯ หนึ่งวัน แบบไม่ต้องขออนุญาตใคร มุ่งหน้าสู่งาน "หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2009"
    ถึงจะเป็นช่วงที่กระเป๋าตังค์กรอบน้องๆ ข้าวเกรียบปลา แต่ก็ต้องขอลากรุงเทพฯ ซักแป๊บ...วันนึงก็ยังดี
    เพราะกรุงเทพฯ เริ่มกัดกินเนื้อหนังและลามไปกร่อนหัวใจจนต้องหาทางบำบัดด้วย การเดินทาง
     
    ผู้คนมากหน้าหลายตาหลายวัยบนขบวน 261 หลายคนไปเที่ยวเป็นกลุ่ม บางคนอาศัยเดินทางระยะสั้น แต่ทั้งหมดไม่ต้องจ่ายเงินถ้าไม่ซื้อน้ำซื้ออาหารบนรถไฟกิน
    รถไฟฟรีเพื่อประชาชน ได้รับความนิยมทุกวัน ทุกขบวน...ขบวนนี้ก็เช่นกัน
    ตู้โบกี้ค่อนข้างใหม่ หัวรถจักรเดินราบเรียบ จะเสียอยู่อย่างนึงก็คือมีกลิ่นคล้ายซากหนูโชยมาจากใต้โบกี้เป็นพักๆ และโชยรุนแรงเวลารถไฟแล่นช้าๆ ออกจากสถานี บ่ายสองกว่า เราก็มาถึงหัวหิน ช้ากว่ากำหนดตามตารางที่ระบุว่ารถไฟจะถึงหัวหินเวลา 1335 น.
    แต่สำหรับรถไฟ(ไทย)ฟรี เราพอใจที่มาถึงที่หมายค่อนข้างสบายและเร็วกว่าที่คิด
     
    เราเดินจากสถานีรถไฟลงหาด เมฆฝนก้อนใหญ่ลอยเอื่อยๆ มาจากทิศตะวันตก ก่อนจะทิ้งตัวเป็นเม็ดฝนหนาหนักคลุมชายหาดจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรที่ไกลเกิน 500 เมตร
    ม้าหายใจฟรืดฟราด กวัดแกว่งหางไปมา ด้วยสายตาเซื่องๆ อยู่ในร่มผ้าใบ จ๊อกกี้บางคนตะบึงม้าฝ่าฝนเข้ามาหลบใต้ร่ม เป็นภาพที่น่าดูทีเดียว เหมือนม้านิลมังกรเปียกโชกตะบึงขึ้นมาจากทะเล
    พวกเรานั่งหลบฝน ทานข้าวผัดปู ส่ายสายตามองผู้คนอยู่ใต้ร่มที่อยู่ใกล้ๆ กัน
     
    เมฆฝนพาตัวไปอยู่กลางทะเล ทิ้งพื้นทรายชื้นๆ เป็นร่องรอยเหตุการณ์เมื่อชั่วโมงก่อน หนึ่งชั่วโมงหลังฝนหยุด เสียงตึงๆ ตึงๆ ดังมาจากเวทีบนหาด Soundcheck เป็นสัญญาณที่ดีว่างานวันนี้ใกล้จะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมง
    ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น ผมกับวิมส่ายสะโพกพา Heineken กระป๋องยาวในถังโฟมบรรจุน้ำแข็งบนวางตรงหน้าสองเพื่อน งานใกล้จะเริ่ม แต่เครื่องจักรกำจัดเบียร์เริ่มทำงานแล้ว (55+)
    เราจับจองพื้นที่บริเวณแผงควบคุมเสียงและไฟ ด้วยความอนุเคราะห์แผ่นพลาสติกรองนั่งจากพี่นัทและลูกแก้ว
    สิ้นสุด Soundcheck งานก็เริ่มขึ้นก่อนพระอาทิตย์ตกดินราวหนึ่งชั่วโมง
     
    Estrella จากมาเลเซีย เป็นวงแรกที่เริ่มการแสดง ระบบเสียงของที่นี่ค่อนข้างน่าพอใจสำหรับคอนเสิร์ตoutdoor เป็นโชคอีกอย่างที่ไม่มีลมแรงมาพัดเสียงไปตกที่อื่น ตำแหน่งที่เรานั่งจึงถ่ายทอดทั้งภาพและเสียงได้ชัดเจน บนชายหาดคนยังไม่เยอะมาก ขณะที่เราฟังวงจากมาเลเซียเล่นอยู่ ที่เวทีในสวนสาธารณะ โผน กิ่งเพชร Ford & the band ก็กำลังทำหน้าที่อยู่เช่นกัน
    แสงธรรมชาติเริ่มหายไปเรื่อยๆ ขับไฟบนเวทีให้โดดเด่นขึ้น วงจากมาเลเซียบรรเลง All my loving ของท่านสี่เต่าทองในสไตล์ smooth jazz ได้รื่นและลื่นหูดี
    เบียร์ฮอลแลนด์กระป๋องเขียวลื่นไหลลงคอไปปริมาณหนึ่ง บรรยากาศการชมและฟังวงนี้ราบรื่นดีใช่ย่อย
     
    The Bangkok International Big Band จากประเทศไทยรับช่วงต่อหลังวงแรกเล่นจบ วงนี้มีสมาชิกทั้งจากไทย ญี่ปุ่น อเมริกา และชาติอื่นๆ รวม 11 ชีวิต เครื่องเป่าทองเหลืองและเครื่องเป่่าลมไม้โดดเด่นด้วยสไตล์ Swing และ ฟิวชั่น-แจ๊ส ที่ประโคมเป่ากันอย่างสุดฤทธิ์ ด้วยเสียงที่แน่นปั๋ง อย่างที่พี่โก้ Mr.Saxman พูดหลังการแจมจบลงว่า นี่คือวง Big Band ที่ดีที่สุดของไทย
    เบียร์ดาวแดง 6 กระป๋องใหญ่หมดลงหลังถอยมาไม่ถึงสองชั่วโมง เราไม่สามารถสู้ราคาเบียร์กระป๋องละ 70 บาทได้ ด้วยความสมองใส เราหลีกเลี่ยงมาตรการเซนเซอร์เบียร์ยี่ห้ออื่นตรงหน้าทางเข้าด้วยการเท ช้างดร๊าฟท์ ลงในแก้วgulpขนาดใหญ่ 3 แก้ว และในกระป๋องไฮเนเก้นอีก 3 กระป๋อง
    การกระทำนี้ เกิดขึ้นใน 7-11 ที่เราไปซื้อเบียร์นั่นเอง
     
    ชายหาดเริ่มแน่นหนาไปด้วยผู้คนทั้งหัวดำหัวทองและไม่มีเส้นผม น้ำทะเลไล่คนที่นั่งตามโขดหินให้มาอัดกันอยู่บนหาด อีกเหตุผลที่คนเริ่มแน่นคือ ลุลา และ ดูบาดู วงที่ผู้ชมส่วนใหญ่ในงานรู้จักดีที่สุด ขึ้นเล่นเป็นวงที่สาม
    ช่วงแรกของการแสดง ผมรู้สึกได้ถึงความอึดอัดและเกร็งของนักดนตรี อาจจะด้วยไม่ใช่วงแจ๊สพันธุ์แท้ (Bossanova-pop) หรือการต้องขึ้นบนเวทีเดียวกับศิลปินระดับโลก ทำให้สุ้มเสียงที่ออกมาไม่หนักแน่นอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะการสบถ" I'm not Jazz but I'm your dad" ของพี่โอ๋ ซีเปีย ทำเอาคนฟังทั้งหาดเงียบกริบ บางคนถึงกับจ้องหน้านักดนตรีอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่สถานการณ์ก็คลี่คลาย หลังจากลุลาออกมาร้องกับลูกหว้า การแสดงและเสียงของเธอกล่อมอารมณ์คนดูให้กลับเข้ามาในบรรยากาศดนตรีอีกครั้ง และนักดนตรีก็เล่นได้อย่างสบายอารมณ์กว่าเดิม และสนุกสนานในช่วงท้ายของการแสดง
     
    ก่อนการแสดงของวงที่สี่ ลุลาบอกว่าวงนี้คือ Number 1 สำหรับเธอ วงนั้นคือ Mocca จากอินโดนีเซีย แต่...เครื่องจักรสังหารเบียร์สามตัวทำงานดีจนเบียร์หมดอีกแล้ว ผมเลยพลาดช่วงกลางๆ ของ Mocca ไป แต่หลังจากออกไปย้อมช้างเป็นเบียร์ฝรั่งเสร็จแล้ว บนเวทีกำลังสนุกสนานเลยทีเดียว นักร้องนำหญิงทั้งร้อง เล่น และเต้นอย่างสนุกสนาน ช่วงท้ายลุลากับลูกหว้าขึ้นไปแจมด้วย ซึ่งน่าจะเป็น project ข้ามชาติที่ดีได้ หากนายทุนจะใจป้ำซักหน่อย
    ซาวด์ดนตรีของวงนี้ละม้ายซาวด์ของบางวงในค่ายSmallroom ซึ่งพี่นัทให้ความรู้ว่าเราไปซื้อลิขสิทธิ์ของเขามาทำ แต่มีเพลงหนึ่งที่ดนตรีท่อนหนึ่งเหมือนเพลงใหม่ของ ส้ม อมรา เพลงนี้จะซื้อลิขสิทธิ์เขามามั้ย คงต้องถาม กู๋ แกรมมี่ ที่นั่งอยู่ในซุ้ม VIP และดวดเบียร์อย่างสบายใจเฉิบ
     
    วงสุดท้าย และเป็นวงดังที่สุดที่มาร่วมงานนี้คือ Shakatak จากอังกฤษ ด้วยผลงาน 51 อัลบั้ม ซึ่งทุกคนต้องเคยได้ยินเพลงของวงนี้มาแล้วอย่างแน่นอน ถ้าไม่ประกอบหนัง โฆษณา ก็ตอนที่สัญญาณโทรทัศน์หายแล้วจะมีเพลงแจ๊สมาให้เราฟัง
    ต้องยอมรับว่า ศักยภาพของนักร้อง นักดนตรี และทีมงานของวงนี้มีสูงมาก เสียงที่ออกมาแน่นหนา แต่ไม่หนวกหู เสียงเครื่องดนตรีแต่ละตัวผ่านแผงควบคุมที่มีทีมงานฝรั่งยืนบิดๆ เลื่อนๆ ปุ่มสารพัดอยู่ ส่วนบนเวที ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ และเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
    หลังจบเพลงสุดท้าย ผู้ชมส่วนหนึ่งลุกขึ้นstanding ovation ปรบมือส่งเสียงเรียกencore พวกเขาตอบสนองเสียงนี้อีกหนึ่งเพลง หลังจากอัดอั้นตันใจเรื่องจากขยับโยกย้ายตัวมานานเพราะพื้นที่จำกัด หลายคนก็ลุกขึ้นเต้น บางคนไปเต้นอยู่ในทะเล บางคนโอบกอดโยกคลึงเอวกับคู่รัก บางคนขึ้นไปขย่มเรือหาปลาหมึกที่จอดเทียบฝั่งอยู่ใกล้เวที
    ผมก็โดนเบียร์ และเพลงฉุดให้ลุกขึ้นเต้นกับเขาเหมือนกัน ^^
     
    คอนเสิร์ตวันนี้จบลงไป แต่ผู้คนนับพันยังอยู่ที่ชายหาด ดื่มกิน เล่นน้ำ บางคนนอนกอดกันกลางหาด พวกที่อยู่บนเรือพยายามจะจมเรือด้วยการโยกและขย่มอย่างรุนแรง พวกเราลากขาบนพื้นทรายเข้าไปหาข้าวกินในตลาดโต้รุ่ง พี่นัทแยกตัวเข้าที่พัก หลังมื้อดึก เราแบกสังขารอิดโรยแต่มีความสุขไปที่จุดเริ่มต้น...สถานีรถไฟหัวหิน
     
    คืนนี้ เรานอนอยู่ตรงทางเดินหน้าห้องนายสถานี ท่ามกลางอากาศเย็นชื้น ยุงชุม และมีหมอกบางๆ ห่มชานชาลา
     
    0450 น. รถเร็วขบวน 172 สุไหงโกลก-กรุงเทพ จอดเทียบชานชาลาสถานี เรารีบขึ้นไปแย่งที่นั่ง แต่ดูเหมือนจะไม่มีที่นั่งสำหรับเรา เพราะบางคนปูหนังสือพิมพ์นอนตรงทางเดินระหว่างเก้าอี้ บ้างก็ยึดเบาะนั่งไปนอคนเดียว ขณะหันรีหันขวา ตำรวจรถไฟก็เดินกระชากหมอนของพวกที่เอาเบาะนั่งไปนอนให้ตื่น และเราก็มีที่นั่งอยู่ใกล้กัน ในโบกี้ชั้นสาม ตู้ที่สามจากท้ายสุด
     
    รถไฟสายใต้ขบวนนี้ดูหม่นเทา ผู้โดยสารหน้าตาอ่อนล้าด้วยการเดินทางยาวนาน สภาพรถเก่า บางช่วงเมื่ออกจากสถานีช่วงข้อต่อระหว่างโบกี้จะกระชากอย่างแรงจนน่ากลัวจะหลุดออกจากกัน เสียงเด็กร้องไห้กระจองอแง เสียงขายของกินของฝากดังแข่งเสียงล้อเหล็กบดราง เมื่อออกจากสถานีเพชรบุรี นายตรวจและตำรวจรถไฟก็เริ่มตรวจตั๋วและตรวจบัตรประชาชน ชายสองคนที่นั่งเบาะประจันหน้ากับผม ถูกตำรวจลากตัวไปทางหัวขบวนก่อนจะถูกปล่อยตัวกลับมา คนข้างๆ บอกว่า เขาเป็นชาวพม่าที่ถูกหลอกให้ลงเรือประมงแต่ไม่ได้เงินเลยหนีออกมา และจะเข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ...นับเป็นโชคดีที่เขาทั้งสองไม่ได้กลายเป็นอาหารปลากลางทะเลหลวง หรือถูกเก็บไว้ในห้องเย็นก่อนขึ้นฝั่ง
     
    เมื่อถึงสถานีศาลายา ตำรวจรถไฟก็ค้นกระเป๋าเดินทางของผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกับผม หน้าตาและคำพูดบ่งบอกว่าเป็นคนใต้ขนานแท้ เรื่องของเรื่องก็คือ ของบางอย่างในกระเป๋าคุณป้าที่นั่งอยู่กลางโบกี้หายไป และคุณป้าก็ระบุว่าผู้ต้องสงสัยคือสองคนนี้ แต่ก็ไม่พบอะไรที่คุณป้าอยากจะได้คืน ผู้ต้องสงสัยจึงกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ คำแนะนำที่ดีที่สุดของตำรวจรถไฟคือ แจ้งความ
     
    เกือบสิบโมง รถไฟจอดเทียบสถานีกรุงเทพ ผู้คนทยอยลงจากรถ เราสี่คนเดินโทรมเป็นผีดิบลงมาจากขบวน ไหล่และหลังปวดเหมือนโดนไม้หน้าสามทุบมาตลอดทาง ใบหน้ามันปลาบและดำเมี่ยมจนใครซักคนพูดขึ้นอย่างไม่ต้องการคำตอบว่า "นี่หน้าคนเหรอวะเนี่ย?"
     
    อย่างไรซะ ถึงมันจะเป็นการเดินทางที่เหนื่อยอ่อน ลำบาก แต่มันก็คือรสชาติของการเดินทาง ที่นานๆ ทีได้ทำซักครั้ง เหมือนนานๆ ครั้ง จะกินสะตอซักที
     
    อย่าลืมจดงาน หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล ไว้ในปฏิทินการเดินทางของคุณนะครับ ถ้าคุณรักความสำราญทางดนตรี และบรรยากาศคนเสิร์ตบนหาดทราย
     
    ไม่ต้องเป็น Jazz lovers' ก็มาเที่ยวได้...การเดินทางไม่มีคำว่าสูญเปล่าหรอกครับ เชื่อผมซี่ ^^
     
    --------------------------
    พายคร้าบ
    ยินดียิ่งที่วันนี้โทรมา และได้คุยกันในmอีกที และยินดีที่พายเรียนได้อย่างสบายใจกว่าเดิมหลังจากกลับมาจากจีน ได้ทั้งเรียนได้ทั้งเที่ยว คุ้มนะเนี่ยยย ^^
    แล้วจะส่งของไปให้เน้อ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจ้าาา คิดถึงๆ
     
    PS*1 - ค่าใช้จ่ายทั้งทริปนี้คือ 650 บาทโดยประมาณ กว่าครึ่งหมดไปกับค่าเบียร์
    PS*2 - ค่าเข้าห้องน้ำแพงมาก ฉี่ทีละ 10 บาท เข้าใจกว่ามันเป็นธุรกิจ เข้าใจๆ แต่กูไม่จ่าย 555+
    PS*3 - พนักงานสายตั๋วสถานีหัวหินคุยโทรศัพท์กับแฟน เลยปิดช่องขายตั๋วไปเกือบชั่วโมง
    PS*4 - เที่ยวเสร็จก็อยากทำงานแล้ววว งานโว้ย เข้าซะทีโว้ยยยยย
    PS*5 - ไม่ได้ไปรับน้องเอก พี่ๆ น้องๆ คงสนุกกันดีนะครับ
    PS*6 - รักคนอ่าน รักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองให้รอดจากไข้หวัด 2009 นะครับ ^^
    24 Mai

    For the good, the bad and the so-so old day

    "บัตรนักศึกษา หมดอายุ 06/2552"
     
    ข้อความบนบัตรนักศึกษาธรรมศาสตร์ ระบุวันหมดอายุไว้เด่นชัดกว่าการพลิกหาวันหมดอายุตามกระป๋องผักกาดดอง
     
    หลังจากเกรด JC 300 บ่วงกรรมสุดท้ายแห่งวิชาบังคับออกมาที่ C+ ผมดีใจที่เรียนจบ และใจหายที่เรียนจบ
     
    เป็นความรู้สึกที่ว่า วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว...นี่กูจะต้องเป็นสินค้าในตลาดแรงงานอย่างเต็มตัวแล้วหรือ?
     
    นกน้อยในไร่ส้ม ที่หัดบิน หัดกิน หัดทำอะไรต่อมิอะไรจนสำเร็จวิชานักหนังสือพิมพ์จากไร่แห่งนี้ กำลังจะต้องออกไปหากินอย่างนกผู้ใหญ่ ขณะที่นกน้อยรุ่นต่อไปกำลังจะเข้ามาอยู่ในรังอายุ50กว่าปีนาม "วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน" และพวกเขาก็จะทำอย่างที่เราเคยทำ เรียนอย่างที่เราเคยเรียน คิดอย่างที่เราเคยคิด และ มองดูนกน้อยรุ่นต่อๆ ไป อย่างที่เราเคยทำ
     
    ป่วยการที่จะไปคิดว่า เราพลาดอะไรในชีวิตมหาวิทยาลัยไปบ้าง คิดไปพาลจะให้ช้ำใจ..สิ่งที่ดีที่สุดคือการบอกน้องๆ ให้ใช้ชีวิตในไร่ส้มนี้อย่างที่อยากใช้ ทำอย่างที่อยากทำ เพราะไร่ส้มแห่งนี้ให้อภิสิทธิ์กับบรรดานกปัจจุบันอย่างมากมายเหลือเกิน
     
    เพื่อน พี่ น้อง หลายชีวิต หลายร้อยที่เกิด หลายร้อยจิตใจ ผ่านเข้ามาให้ได้รู้จัก คบหา ชอบพอ รังเกียจ ตามวิสัยแห่งปุถุชนที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับเราและเขา
     
    บางคนเป็นเพื่อน พี่ น้อง ที่ดี ควรค่ากับคำว่า "เพื่อนตาย สหายรัก" ส่วนบางคน แค่คำว่า "รู้จักกัน" ก็ถือเป็นขีดสุดแห่งลำดับขั้นความสัมพันธ์แล้ว
     
    เป็นเช่นนี้แล...เพราะที่นี่ก็คือ สังคม หนึ่งที่ "มนุษย์" มากหน้าหลายตา ถูก "คน" รวมกันในกระทะหม้อใหญ่นาม "ธรรมศาสตร์"
     
    ปีหนึ่ง - รังสิต B1-205 รับน้อง สะพานดาว บร.4 SC1059 7-11โซนซี วงเหล้า วงไพ่ สวีทดั๊ก ป้าเกิด ถูกไล่ออกหอ ฯลฯ
    ปีสอง - รังสิต ทรงพิเชษฐ์ น้อง#49 ฝ่ายสถานที่รับน้องประจวบฯ ฝั่งตรงข้าม นายอู๊ด โต๊ะสนุ้ก DOTA ฯลฯ
    ปีสาม - ท่าพระจันทร์ คอมมอนเวลธ์ เอกสิ่งพิมพ์ฯ ห้องไทยรัฐ ยูงทอง น่าน ดอยโป่งแยง การนั่งรถไปเรียนรังสิต ฯลฯ
    ปีสี่     - ท่าพระจันทร์ คอมมอนเวลธ์ที่เริ่มเสื่อมโทรม หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย กำแพงเพศ บ้านศาลาแม็ง พัทลุง ลุ้นว่าจะจบมั้ย ฯลฯ
     
    ส่วนหนึ่งของความทรงจำมากมายในมหาวิทยาลัยที่ต่อไปอาจจะหลงลืม บางเรื่องอาจเป็นอุทธาหรณ์สำหรับวันข้างหน้า และบางเรื่องที่ประทับใจไม่รู้ลืม
     
    เรากำลังจะเป็นคนแปลกหน้าทั้งในมหาวิทยาลัยและสังคมทุนนิยมข้างนอก
     
    แต่จะบอกว่า ดีใจ ที่ได้เรียนที่นี่ ได้พบผู้คนมากมาย วิชาความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ครูอาจารย์ที่ยอดเยี่ยม และ บรรยากาศกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ที่มีมนต์เสน่ห์ จนไม่อยากจะจากไป
     
    เป็นเช่นนี้แล...ความรู้สึกโหยหาอดีต สวนทางกับ ความเป็นจริง ของเวลาเสมอ
     
    รัก...รักชีวิตนักศึกษาและมหาวิทยาลัยจากใจจริง
     
    จงเข้มแข็งและก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ แต่อย่าลืมความรู้สึกเมื่อยังเยาว์ ยังเขลา ยังทึ่ง
     
    ลาแล้วนะ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ฉันรักเธอจริงๆ พับผ่าสิ...
     
    -----------------------------
    พายครับ
     
    ไม่กี่วันแล้วที่พายจะกลับบ้าน และเราอาจจะไม่ได้คุยกัน มันจะสั้นหรือยาวก็ไม่รู้ได้ แต่ความใจหายเกิดขึ้นกับพี่เดียวมาหลายวัน ถึงยังไง การตัดสินใจของพาย เป็นสิ่งที่พี่เดียวเคารพเสมอจ๊ะ
    ขอให้พายมีสติปัญญาในการเรียน และการใช้ชีวิต มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โรคภัยต่างๆ ขอให้หายในเร็ววัน ปัญหาต่างๆที่จะต้องเกิดขึ้น ขอให้เธอข้ามผ่านมันไปได้อย่างผู้ชนะ แต่ถ้าล้มก็ขอให้ปัดหัวเข่า ปาดน้ำตา และเข้มแข็งให้ถึงที่สุดนะครับ โปรดเชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์จ๊ะ
    เดินทางไปเที่ยวและกลับบ้านอย่างปลอดภัยนะครับ ยิ้มไว้เสมอๆ เป็นพายที่ร่าเริงในทุกๆ วันนะ ^^
     
    รัก คิดถึง เป็นห่วง พูดไม่รู้เรื่อง และ เซ้าซี้จ๊ะ อิๆๆ ^^
     
    PS*1 - ชาว JC#48 หางานกันให้ได้ไวๆ นะ ขอบคุณที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุข สนุกสนานมาด้วยกัน ใครไม่ชอบขี้หน้าใครก็ลืมมันซะเถอะ ขอให้มีความสุขความเจริญกันถ้วนหน้าจ้า
    PS*2 - ชาวหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ JC#48 ยินดียิ่งที่ได้เรียน ร่วมงานกัน พวกเราเป็นทีมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำงานกับใครต่อใครมา เจริญก้าวหน้านะเพื่อนๆ รักว่ะ ^^
    PS*3 - งานเอ๋ย มาหากูไวๆ เถิด กูต้องกินต้องใช้ เห็นใจกูเหอะนะ จ้างกูไปซักทีเหอะะะะะ
    PS*4 - รักคนอ่าน รักบ้าน รักพ่อ รักคนใจดี สวัสดีทุกคนที่อดทนอ่านครับ
    PS*5 - อ่อ เกรดเฉลี่ยเมื่อจบการศึกษาของนายปิยกุลคือ 2.39
    20 April

    ปี๋ใหม่เมือง 2551 - "เพื่อน"

    สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง ปี๋นี้ ฮา...บ่าเดียว ยินดีที่ได้เจอ "เพื่อน" อีกครั้ง

    "เพื่อน" ที่บ่ปะกั๋นเป๋นสิบปี๋ แต่คิงก่อยะฮื้อฮาฮู้ว่าเฮายังเป๋น "เพื่อนกัน" แม้ในวินาทีคับขับของชีวิต

    "เพื่อน" ที่ยะฮู้ฮาฮู้ว่า ณ วินาทีนั้น เฮาบ่มีปืน เฮาบ่มีมีด แต่เฮาจะไปตวยกั๋น เฮาจะดูแลเพื่อนเฮา เหมือนชีวิตของเฮาเอง

    "เพื่อน" ที่ไปส่งฮากิ๋นเหล้าต่อ บ่ฮื้อฮาขับรถเพราะกลั๋วฮาจะขับรถตกน้ำต๋าย

    "เพื่อน" ื้ที่บ่มีเงิน แต่น้ำใจ๋ของหมู่เฮาล้นเหลือกว่าเงินแสนเงินล้าน

    "เพื่อน" ที่เฮามีกิ๋น เฮาจะแบ่งกันกิ๋น

    "เพื่อน" ที่เฮาอด แต่เฮาจะยะฮื้อเพื่อนเฮามีกิ๋น

    "เพื่อน" ที่เฮาฮื้อเกียรติซึ่งกั๋นและกั๋น และบ่ทำลายน้ำใจ๋กั๋นและกั๋น

    ฮายินดี ตี้มี "เพื่อน" อย่างคิงเขา มึงเขา สูเขา

    ฮาดีใจ๋บ่ะ

    บ่ต้องมีเหล้าดี เหล้าฝรั่ง แต่ฮาขอยกฮื้อเพื่อนฮาหนึ่งจอก คารวะน้ำใจ...

    โชคดีเน้อเพื่อน ประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วเฮาจะปะกั๋น เมื่อเวลามาบรรจบ

    ฮาฮักสูเขาบ่ะ

    PS*1 - ณ ตอนนี้ สารภาพว่ามึนเมาฤทธิ์เมรัย ทั้งไทยและเทศ แต่ผมรัก "เพื่อน" ผมจริงๆ

    PS*2 - ฮาฮู้ คิงเขาบ่ได้เข้ามาอ่านหรอก ฮาอัพเพราะฮาสบายใจ๋ฮา 555+

    PS*3 - ดีใจที่พายโทรหา เมื่อวานนึกว่าเป็นอะไร...รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยจ้า แล้วจะส่งของขวัญไปให้เน้ออ

    PS*4 - พรุ่งนี้กลับกรุงเทพ ไว้เจอกันว่ะ ใครไม่อยากเจอก็ทนเอาละกัน กูก็จะทนเอา 55+

    PS*5 - รักคนอ่าน และคนเป็น "เพื่อน" ทุกคน บุญรักษาจ้า

    10 April

    อาลัย จิตต์ จงมั่นคง

    ผมไม่รู้ว่า ประเทศนี้ให้คุณค่ากับคำว่า ศิลปะ มากขนาดไหน?
    ผมไม่รู้ว่า ประเทศนี้ให้คุณค่ากับคำว่า ศิลปิน มากขนาดไหน?
    และ
    ผมไม่รู้ว่า ประเทศนี้ให้คุณค่ากับคำว่า ศิลปินแห่งชาติ มากขนาดไหน?

    7 เมษายน 2552 จิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) พ.ศ.2538 (ปีเดียวกับที่อาว์ปุ๊ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์) จากโลกนี้ไป ด้วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

    น้อยคนอาจจะรู้ว่า ท่านผู้นี้คือผู้ล้างฟิล์มถวายในหลวงมาเป็นเวลากว่า 37 ปี
    บางคน อาจจะคุ้นชื่อนี้ผ่านทางโฆษณาโทรทัศน์ ที่นายเตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเซ็นทรัล(เซนทารา) ให้เด็กชายจิตต์ ยืมหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพไปอ่านที่บ้าน หลังจากเจอเขาไปยืนดูอยู่ทุกเย็นที่เซ็นทรัล สี่พระยา
    เป็นเรื่องจริง...ที่ความเมตตาและความมานะพยายามมาเจอกันโดยมิได้้นัดหมาย

    ผมพบข่าวการเสียชีวิตของท่านในกรอบเล็กๆ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เล็กกว่าข่าวใครบางคนฆ่ากัน แน่นอน เล็กกว่าข่าวคนเสื้อแดง
    หรือประเทศนี้จะไม่เคยเห็นคุณค่าของ "ผู้สร้างและมองเห็นความงามอย่างแท้จริง"
    อย่างน้อย หากไม่เข้าใจศิลปะ
    จะเอาบทเรียนชีวิตของท่านเหล่านี้ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ดีร้าย มาบอกเล่าให้ลูกหลานเยาวชนได้ฟัง ได้เรียน เป็นข้อคิด เป็นกำลังใจให้เยาวชนของเรามีความอดทน ความพยายาม สักครึ่งหนึ่งของพวกท่านก็ยังดี...
    อาจจะดีกว่าให้ตำแหน่ง ศิลปินแห่งชาติ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก...

    บรรดาศิลปิน ท่านคงไม่ได้ต้องการลาภยศสรรเสริญใดๆ มากกว่าการมองเห็นและยอมรับในผลงานของเขา...อย่างผู้มีหัวใจศิลปินเช่นกัน และ รักษาผลงานของพวกท่านให้สมกับคำว่า "ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว"
    น่าเสียใจ ที่กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศนี้อาจจะไม่มีคนจำพวกที่ว่าอยู่เลย
    และน่าเสียดาย ที่ประเทศนี้ให้ความสำคัญกับศิลปะน้อยเหลือเกิน
    น้อยเสียจนหาหอศิลป์ได้ยากกว่าสถาบันสอนภาษาเกาหลี เมื่อเดินริมถนน

    ขอแสดงความไว้อาลัยแด่ศิลปินแห่งชาติผู้จากไป
    ร้อยอักษรแทนมาลัย กราบคารวะมา ณ ที่นี้...


    (ภาพ เมื่อพายุโหม เครดิทภาพ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=422703)

    PS*1 - เบื่อนะ อยู่ว่างๆ เยอะเกินไปแล้ว
    PS*2 - สงกรานต์ ฮาเฮ เมาพองาม อย่าขับรถกันนะครับ (ถ้าขับก็ครองสติให้ดี โดยเฉพาะหากท่านต้องพาชีวิตคนอื่นไปด้วย)
    PS*3 - พายครับ ขอโทษนะถ้าวันนั้นไม่ได้ให้คำปรึกษาอะไรเธอ ยังไม่รู้เลยว่าเธอจะปรึกษาอะไร พอบอกว่าจะไปนอนแล้ว พายก็บอกว่าไม่ช่วยให้คำปรึกษาเลย ก็ยินดีช่วยเหลือเสมออ่ะ ไม่เคยจะไม่อยากรับฟังปัญหา ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ให้การช่วยเหลือก็ตามที ยังไงก็ดูแลสุขภาพด้วยจ้า ไม่สบายก็อาบน้ำไวๆ รักษาร่างกายให้อบอุ่นนะครับ ^^
    PS*4 - อยากทำงานแล้ววู้ย จ้างกูทีซิ!!!
    PS*5 - เบื่อเสื้อทุกสี เบื่อจริงๆ
    PS*6 - รักคนอ่าน สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง เจริญสุขสวัสดีกันถ้วนหน้าเน้อครับ ^^

    31 März

    แดนสนธยา

    ดูความเป็นไปในบ้านเมืองของเราแล้วก็ชวนให้ถอนใจ
    ศึกเสื้อเหลืองเพิ่งจบ ทำเนียบรัฐบาลยังซ่อมไม่เสร็จดี ศึกเสื้อแดงก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง
    ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพียงแต่สลับขั้วเปลี่ยนข้าง
    "ประชาธิปไตย" ในพานรัฐธรรมนูญจึงต้องลงมาบู๊ข้างถนนอีกครั้ง

    ไม่น่าแปลกใจที่ เร้ด อาร์มี่ และ ทักษิณ เอฟซี จะคึกคักดั่งหนึ่งช้างในฤดูเงี่ยนง่าพร้อมผสมพันธุ์
    เมื่อประชาธิปัตย์ยังคงเป็นประชาธิปัตย์...ดื้อดึง หัวแข็ง และ เมื่อมีอำนาจก็จะเป็นเหมือนคนหูหนวก
    เมื่อรัฐบาลให้คุณค่าคนเสื้อแดง เหมือนนายทักษิณตีค่าผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้เพียงโจรกระจอก
    เมื่อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจง่ายดายเหมือนการกดสูตรเงินในซิมซิตี้
    เมื่อนายทักษิณ กำลังจะไร้แผ่นดินกินข้าวเย็นกลั้วไวน์ขวดละหลายแสน
    เมื่อนี้...คนเสื้อแดงจึงพร้อมแล้วที่จะประกาศสงครามกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ ฝ่ายที่พวกเขาคิดว่า "ปล้น" อำนาจและสมบัติของนายทักษิณ ชินวัตร

    หากจะนับว่าการแสดงออกทั้งของคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงคือความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทยก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก
    ก้าว...นั้นก้าวแน่ แต่จะก้าวไปข้างหน้าหรือไม่ ก็จนด้วยเกล้าที่จะเอ่ยในที่นี้
    แม้แต่บ้านของทุนนิยมประชาธิปไตย(ปัจจุบัน)อย่างอเมริกา ยังเคยสูดดมกลิ่นเลือดของผู้บริสุทธิ์ในสงครามปลดปล่อยประเทศจากอังกฤษและสงคราามกลางเมือง
    แม้แต่ฝรั่งเศส มาตุภูมิแห่งนักปรัชญาสังคมต้นธารแห่งแนวคิดประชาธิปไตยอย่างมองเตสกิเออ รุสโซ ฯลฯ ยังเคยสำลักควันปืนในสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส จนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องเสียพระเศียรไปที่ปลาซ เดอ ลา คอนคอร์ด
    ไทยแลนด์ก็ยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นในโลกแห่งการปกคองระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

    มิได้สนับสนุนให้เกิดการนองเลือด แต่อยากจะบอกว่า ความขัดแย้งทางความคิดจนนำมาสู่การนองเลือดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาตามแถบแอฟริกาเท่านั้น แต่บ้านเมืองศิวิไลซ์มากมายบนโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาแล้วทั้งนั้น

    ผิดกันก็ตรงที่ ความชัดเจนและชัดแจ้งแห่งเจตนาของผู้ก่อการ

    นายทักษิณ ชินวัตร ปลุกระดมให้ประชาชนล้มล้างรัฐบาลด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกบ่อนทำลายจากสถาบันองคมนตรีที่ร่วมมือกับกองทัพ ประหนึ่งว่าเขาเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ถูกกลุ่มผู้ใหญ่กลั่นแกล้งและแย่งขนมไปกินขณะกินขนมอยู่และแบ่งเพื่อนๆ บ้างบางส่วน
    เด็กๆ ที่โตขึ้นมาพร้อมเขา และสนุกที่ได้เล่นและได้กินกับเขาก็ไม่พอใจ จนพากันพูดว่า "ผู้ใหญ่ไม่มีความเป็นธรรม"
    ฟากผู้ใหญ่ก็บอกว่า "กูไม่ผิดนะ แต่มึงน่ะดูตัวเองซะบ้างว่าทำอะไรกูถึงต้องตีมึง ยึดขนมมึง"
    เสียงเพื่อนผู้ใหญ่ผสานตอบรับ "ถ้ามึงจะมีเรื่องกับลุงๆ น้าๆ เค้า มึงเจอกูแน่ ไอ้สัตว์"
    เพื่อนเด็กๆ ที่ทนไม่ไหวแล้วจึงต้องหาทางออกด้วยการช่วยกันรุมสกรัมผู้ใหญ่ ฟ้องพ่อฟ้องแม่  ชวนเพื่อนมาช่วยกันไล่ผู้ใหญ่ไปให้พ้นซะ ด้วยจุดหมายไม่ใช่เพื่อทวงถามความเป็นธรรม
    แต่เพื่อ ขนม ยี่ห้อ "ราชอาณาจักรไทย" (Made in Thailand) ที่นายทักษิณกำลังเคี้ยวอยู่อย่างเพลิดเพลินตอนถูกผู้ใหญ่ไล่ออกจากบ้าน

    เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า คนที่รักและศรัทธานายทักษิณจากใจจริงก็มี และในจำนวนไม่น้อยเสียด้วย
    อาจเป็นเพราะเขาเป็นเพื่อนที่ดี ในขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ได้หันมาสนใจเด็กๆ ที่เป็นคนส่วนมากของประเทศนี้
    อาจเป็นเพราะเขามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันของกินให้เพื่อนๆ ตามสมควร
    (และ)หรือ อาจเป็นเพราะความเบื่อหน่ายยุคสมัยแห่งผู้ใหญ่
    แต่โปรดกรุณาอย่าด่าว่าเขาว่าเป็น คนโง่ คนบ้านนอก หรือแม้กระทั่ง ไอ้หน้าเงินเลย
    ทุกคนย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง ที่ไม่อาจบังคับขู่เข็ญให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังหรือคำด่า
    หากท่านยังคงเป็นคนดูถูกคน ก็จงลืมคำว่าประชาธิปไตยไปเสียเถิด หากท่านไม่มีความเท่าเทียมและเที่ยงธรรมในใจเสียแล้ว

    แม้แต่ในฝรั่งเศสที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบมาก่อนเรา ยังมีพรรคการเมืองซ้ายจัด เอียงซ้าย เอียงขวา ขวาจัด ฯลฯ เป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งที่หลากหลายสำหรับลางเนื้อที่ชอบลางยา มากกว่าแนวทางการเมืองบ้านเราที่ทุกพรรคต่างคาบประชาธิปไตยไว้ในปาก แต่ในง่ามตูดจะมีอะไรคาอยู่ก็สุดแท้แต่

    การดูแคลนซึ่งกันและกันจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด นอกจากเป็นการปลุกสัญชาตญาณในการเอาชนะผู้อ่อนแอของมนุษย์ขึ้นมาโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

    คนเสื้อแดงก็จะไปใช้อำนาจถ่อยอำนาจเถื่อนไปทุบตีคนอื่นตามอำเภอใจ เพียงเพราะเขาใส่เสื้อเหลืองก็ไม่ได้ เพราะการก่อกรรมย่อมทำให้บ่วงกรรมไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นการกระทำที่จะเปิดช่องให้คนด่าพวกท่านได้อย่างสนุกปาก

    หากต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ว่าทักษิณ สนธิ ประชาธิปัตย์ ป๋าเปรม หรือใครก็ตามสุดแต่จะนึกถึง ก็ไม่สามารถบันดาลให้เกิดขึ้นได้

    เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของผู้นำความคิดไม่กี่คนในประเทศนี้เท่านั้น...

    PS*1 - ก่อนจะอัพสเปซอันนี้ ตกเป็นทาสของโมหะชั่วครู่ เตรียมจะอัพด่าไอ้แม่ยัดทักษิณชักชุดใหญ่ แต่พอกินมาม่าแล้วความคิดก็คลี่คลายลง...
    PS*2 - แต่ต่อให้มีซัก27สมองทักษิณในเมืองไทย ก็คงไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่านี้หรอก ถ้าทำได้ก็ไปทำงานแทนโอบาม่าเหอะว่ะ
    PS*3 - อยู่ในภาวะกังวล ทั้งเรื่องงานและเรื่องทหาร...เฮ่อ
    PS*4 - ขอให้เพื่อนๆ มีงานทำกันไวๆ สุขกับงานและชีวิตนะครับ
    PS*5 - รักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะครับพาย สนุกกับการใช้ชีวิต เก็บเกี่ยวความรู้กลับบ้านให้มากๆ คิดถึงนะครับผม ^^
    PS*6 - รักคนอ่าน คิดถึงเพื่อนๆ เกษมสำราญกันให้ถ้วนหน้าทุกตัวคน ^^

    16 März

    อาลัยพญาอินทรี

    5 มกราคม 2550

    ผม ปลื้ม และอ้อ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่สวนทูนอิน เชียงใหม่ ในบรรยากาศของฤดูหนาวกลางโอบดอยโป่งแยง

    กว่า 4 ชั่วโมง การสนทนาเป็นไปอย่างสนุกสนาน เป็นกันเอง และ ข้าวผัดของป้าติ๋มก็เป็นมื้อเที่ยงที่สมควรแก่การจดจำ

     

    หน้าที่ในการถอดเทปและทำต้นฉบับบทสัมภาษณ์เป็นของพวกเรา และการส่งต้นฉบับไปให้อาปุ๊ตรวจแก้อีกครั้งเป็นมาตรฐานในการทำงานของเขาที่ทำกับทุกสำนักพิมพ์ เราส่งต้นฉบับกลับไปและได้รับโทรศัพท์เรื่องบทสัมภาษณ์จากอาปุ๊ที่แนะนำเรื่องการใช้ภาษา และ การตัดทอนบางส่วนออก

     

    ซองพัสดุจากแม่ริม ประทับตราวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 ส่งมาถึงผม ข้างในบรรจุต้นฉบับบทสัมภาษณ์ความยาว 18 หน้า ที่อาปุ๊ตรวจแก้แล้ว ร่องรอยของการตรวจต้นฉบับ แสดงความละเอียดละออและความเอาใจใส่ในการตรวจแก้ต้นฉบับชั้น"ครู"

     

    ท้ายต้นฉบับ มีข้อความลงท้ายไว้ 3-4 บรรทัด

     

    *เดียว...

                บทสัมภาษณ์นี้ยาวมาก ควรตัดออกบ้างพอคนอ่านได้รับสาระ-บันเทิง และเกลาสำนวนให้ชัดเจน

                อ่านรู้เรื่องได้ชัดเจน โดยเฉพาะคำเนื่องประโยคที่ไม่จำเป็น สงสัยอะไรโทรศัพท์ถาม

                                        รัก

                                'รงค์ วงษ์สวรรค์

    ------

     

    15 มีนาคม 2552

    อาปุ๊ จากโลกนี้ไปอย่างสงบ

     

    ขอแสดงความคารวะ และไว้อาลัยแก่พญาอินทรีแห่งโลกอักษร

    ชายผู้เจนจบในโลกแห่งการเดินทาง การทำงาน และการใช้ชีวิต...เยี่ยงปุถุชน

    ชายผู้ปลุกประโลมภาษาไทยด้วยความไพเราะ ครื้นเครง และ เสียวซ่าน

    ชายผู้เป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนหนุ่มหลายคนในประเทศนี้

    และ ชาย(หนุ่ม)ศิลปินผู้ไม่ย่อท้อต่อการเวลา

     

    หากจะมีความดีและคุณประโยชน์ใดจากงานเขียนของข้าพเจ้าบ้าง ขอยกคุณความดีส่วนหนึ่งให้กับ'รงค์ วงษ์สวรรค์

     

    ด้วยความอาลัยยิ่ง

     

    -------------------------------------------

    PS*1 - เดี๋ยวจะกลับบ้านละจ้า แต่ก็ต้องกลับมากรุงเทพฯใหม่อยู่ดี ใกล้เข้าสู่ช่วงเดินทางเยอะอีกแล้ว

    PS*2 - ขอบคุณเทคโนโลยีโทรศัพท์ทางไกลที่ทำให้คุยข้ามประเทศได้อย่างสะดวกสบาย ดูแลสุขภาพ กินยาด้วยนะครับพาย ^^

    PS*3 - มีตำแหน่งงานมั้ย แนะนำกันได้นะ TT

    PS*4 - คิดถึงเพื่อนๆ และอีกหลายๆ คน สุขภาพแข็งแรง มีงานทำกันทุกคนจ้า ^^

    27 Februar

    ยี่สิบสองปีล่วง...

    43 นาที ผ่านมาหลังจากเที่ยงคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์

     

    ถ้านับวันใหม่กันที่ 0 นาฬิกา ตอนนี้ผมอายุ 23 ปี 43 นาที

     

    ช่วงอายุ 22 ปีที่ผ่านไป มีเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องมีประโยชน์ เรื่องไร้สาระ เรื่องดี เรื่องเลว มากมายผ่านมา แล้วก็ผ่านเลยไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แค่ความทรงจำ ชัดเจนบ้าง เรือนลางบ้าง ตามแต่สารเคมีในสมองจะเอื้ออำนวย

     

    การทำหนังสือพิมพ์”มหาวิทยาลัย” หนังสือพิมพ์กำแพง”กำแพงเพศ” สารนิพนธ์ชื่อยาวยืด ไปพัทลุง เล่นหนัง ได้ถ่ายและตัดหนังเรื่องที่สอง อ่านหนังสือบางเล่มจบ สัมภาษณ์งาน อาจจะเป็นตัวอย่างของเรื่องมีสาระที่ได้ทำในวัย 22

     

    ความทุกข์ก็เกิดขึ้นตามสมควรแก่เหตุและผล ทั้งกับร่างกาย จิตใจ บางทุกข์ เกิดขึ้นกับคนที่รัก และก็พลอยทำให้ทุกข์ตามไปด้วย แต่ก็พยายามจัดการกับมัน ถึงจะไม่ทำให้ตัวเองและบางคนสุขขึ้นในบันดล แต่ก็พยาบาลให้มันทุกข์น้อยที่สุด และเอาบางทุกข์มาเป็นบทเรียนในการกระทำบางอย่างของตัวเอง

     

    ในอายุ 23 ที่เพิ่งจะเยียบเท้าเข้าไปแตะจุดเริ่มต้น คงเป็นช่วงอายุของการเปลี่ยนแปลง ที่จำเป็นต้องใช้สติและปัญญาอย่างสูงในการใช้ชีวิต

     

    สถานะนักศึกษาธรรมศาสตร์กำลังจะหมดลง ตามบัตรนักศึกษาก็พฤษภาคม หลังจากนั้นก็เป็นภาระในการเลี้ยงดูชีวิตตัวเองด้วยตัวเอง หากพร้อมใจจะเล่นเกมเหมือนคนอีกมหาศาลในสังคมโลก ก็ต้อง “ทำงาน”

     

    เป็นเกมที่ท้าทาย และความเสี่ยงสูงยิ่ง ชี้นำชีวิตตั้งแต่ภายหลังสถานศึกษาจนถึงวันตายไว้ได้ทั้งหมด

    เป็นความจริงที่อยากเหลือเกินที่จะให้มันไปด้วยกันได้กับ "ความนึกฝัน" ที่ยังห่างไกล

     

    แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ต้องผ่านไปให้ได้ หากตกลงปลงใจเล่นเกมนี้

     

    และ 1 ปีต่อจากนี้ คงมีอะไรผ่านมา ผ่านไป และ ผ่านมา ไม่ผ่านไป อีกมากมาย...

    ___________________________

    ขออวยพรให้เพื่อนร่วมวันเกิดทุกคน จงมีความสุขเป็นส่วนประกอบหลักของชีวิต มีสติและปัญญานำพาตัวเองให้มีชีวิตอย่างที่ต้องการ และ มีโชคในทุกครั้ง ถ้าต้องการมัน

     

    สาธุ สาธุ สาธุ

     

    -----------

    ถึงพายครับ

    ใกล้จะเดินทางใกล้แล้ว แพ๊คกระเป๋าอย่าลืมของสำคัญนะครับ เอายาไปก็อย่าลืมกินตามเวลาด้วย^^

    เดินทางปลอดภัย อยู่ที่นู่นก็รักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะครับ ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ก็ดีนะครับ

    ได้ความรู้กลับมา เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เก่งวันเก่งคืนจ้า สาธุๆๆ

     

    PS*1 - สุขสันต์วันเกิดคุณนิดนกในวันนี้ และคุณรัชกร ในวันพรุ่งนี้ มีความสุขมากๆ จ้า

    PS*2 - ยังไม่มีแอลกอฮอล์ในวันเกิดปีนี้ พรุ่งนี้ว่าจะไปวัดก่อน

    PS*3 - สัมภาษณ์งานไปแล้ว ยังคงรอคอยด้วยใจปล่อยวาง และระทึกบ้างในบางคราว

    PS*4 - คิดถึงห้องเรียน คิดถึงตึกเรียน คิดถึงเพื่อนร่วมชั้น คิดถึงความเป็นเด็ก

    PS*5 - รักคนอ่าน ร้อนนี้รักษาร่างกายให้แข็งแรง มีฤดูร้อนที่สดใส และมีความสุขทุกคนจ้า

    08 Februar

    เรื่องของ 8 วันก่อน

    ผมเพิ่งลงจากรถบขส. หาดใหญ่-กรุงเทพฯ (เหมาคัน) ที่แยกบางพลัด ปลายทางรถคือธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
    13 ชั่วโมงก่อนผมอยู่ที่แยกเขาชัยสน พัทลุง พร้อมกับเพื่อนๆ น้องๆ และอ.รุจน์ รวม 23 คน ข้างล่างรถคือชาวบ้านศาลาแม็งจำนวนมากกว่าพวกเรานิดนึง
    เราโบกมือลากันอยู่...
     
    8 วันก่อนหน้านั้น ผมไปถึงหมู่บ้านศาลาแม็ง อ.กงหรา พัทลุง กิน-นอน บ้านปะลิขิตกับมะดะ 2 คืนสุดท้าย ผมนอนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของหมู่บ้าน
    กินอิ่ม นอนอุ่น(ที่บ้าน) ผิวดำเหลือบๆ ยิ้มบ่อย นอนเที่ยงคืน ตื่น 7 โมง และ กินกาแฟทั้งวัน
    นั่นคือสภาพของผมตอนอยู่ที่นั่น
     
    ซักผ้าให้ ซื้อข้าวเช้า-ทำข้าวเย็นให้ นอนรอหน้าโทรทัศน์จนหลับ ช่วยหาโทรศัพท์ตามคูน้ำ-ท้องร่อง เอาเงินให้ จ่ายค่ากาแฟที่ร้านน้ำชาให้ จ่ายค่าขนมจีนให้ นวดให้ เก็บกางเกงในให้ ฯลฯ
    อย่าเพิ่งคิดว่าผมทุเรศขนาดไปใช้เค้า บางอย่าง ผมพูดแล้ว ไม่เป็นไร เค้ายิ้ม..แต่เค้าไม่ทำ
    ผมคิดว่าเค้ายอมไม่ใช้ชีวิตปกติให้ผมสบาย
     
    คืนที่สอง ผมเอาหมอนอีกใบมากอดแทนหมอนข้าง ตามประสาคนติดการฟัดหมอนข้าง
    รุ่งเช้า ผมไปทำงานตามหน้าที่ ตกเย็นกลับมากินข้าว
    หมอนข้างสีเขียววางอยู่ที่ปลายเตียง
     
    0615 ที่คอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้า ผมเปิดกระเป๋า หยิบผ้าเช็ดตัว จะไปล้างหน้า
    ผมเอาผ้าขนหนูเช็ดหน้า
    กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มของที่นั่นยังติดอยู่
     
    ขอบพระคุณมากครับ
     
    PS*1 - อยู่ที่นั่น ผมไม่มีเสลดเลยนะ แต่พาขึ้นรถแอร์ มาลงทุ่งสงแป๊บเดียว บ้วนเสลดมาเป็นก้อน
    PS*2 - ทำมือถือหายที่นั่น ไม่ต้องตื่นตกใจไป วันนี้จะไปซื้อแล้ว เบอร์เดิมนั่นแล
    PS*3 - ไว้จะส่งรูปกลับไปให้นะครับปะกับมะ
    PS*4 - 28 คือจำนวนของอีเมล์ที่ถูกส่งมาระหว่างนั้น
     
    18 Januar

    ส่วนหนึ่งของความรักก็คือความเอาใจใส่

    วันนี้ผมได้คุยกับคนคนหนึ่ง คนที่ผมคุยด้วยบ่อยๆ นั่นแหละครับ...
    เราคุยกันเรื่อง ความรัก เป็นเรื่องที่เราคุยกันบ่อยๆ ในหลายต่อหลายมิติ ทั้งด้านสว่าง และดาร์คไซด์ของมัน
    วันนี้ เธอบอกผมว่า...
     
    "ความรักก็คือการเอาใจใส่"
     
    เอาใจใส่...
    เป็นคำที่ผมไม่ได้พูดบ่อยนัก จนบ่อยครั้งลืมไปเลยว่ามีคำว่า เอาใจใส่ อยู่ ทั้งที่มันเป็นคำที่มีความหมายชัดเจนอย่างที่สุด
     
    เอาใจใส่ ก. (เอาใจของมึงใส่ลงไปในสิ่งนั้นสิ ในเมื่อใจมึงเป็นสิ่งสำคัญ แล้วมึงจะไม่รักษาใจมึงที่อยู่กับสิ่งนั้นให้มันมีความสุขหรือ?)
     
    พอมีอายุมากขึ้นจากวัยเด็กเป็นวัยรุ่น เห็นโลก เห็นชีวิตมากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามวัยก็คือ "ความสนใจ"
    ความสนใจเกิดขึ้นได้กับหลายสิ่ง ในความมากน้อยแตกต่างกันไป เมื่อสนใจมากเข้า ก็พาลเป็น รัก และเมื่อรักแล้ว ก็จะต้องมีอะไรอีกมากมายหลายอย่างตามมา
    หนึ่งในนั้นคือ ความเอาใจใส่
     
    นิยามรักของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บ้างว่าคือการให้ บ้างว่าความเสียสละ บ้างไร้นิยามรู้แต่เพียงความหวานชื่น แต่หากพร่องความเอาใจใส่ ความรักก็คงไม่มีทางสมบูรณ์
    และความสุขของความรักก็คงไม่มีวันเต็มร้อย
     
    ขอบคุณมากๆ นะ เธอ ที่ช่วยเคาะสนิมในสมองทึ่มๆ ของเรา ให้เห็นว่า รัก ไม่ใช่แค่ การเรียนรู้ อย่างที่คิดมาพักใหญ่
    ขอบคุณจริงๆ ^^
    -------
     
    ห้องข้างๆ ถามมา (แล้วรักมันคืออะไรล่ะ?)
    ตอบ (รักของใครก็รักของมันสิ แต่ของผมเหรอ...ตอนนี้ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ^^)
     
    PS*1 - หนาวนี้ทารุณพี่น้องห่างไกล ขอให้พ้นภัยหนาวกันทุกคน เอาหนาวแค่ท้วมๆ อยู่กันสบายๆ พอละจ้า
    PS*2 - อยากทำงานแล้ววว รอให้พ้นบ่วงบางอย่าง ละก็ต้องรีบหาแล้วล่ะ
    PS*3 - ขอบคุณที่สละเวลาอ่าน รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ ไม่อยากให้ไม่สบายกัน^^
    15 Dezember

    New kid in Rangsit

    แดดอุ่นรังสิต 10 โมงเช้า อาบไล้เนื้อตัวให้อบอุ่น จนรู้สึกแฉะซอกรักแร้
     
    จันทร์นี้ คนไม่พลุกพล่านเท่าที่คิด แต่เพราะมาถึงที่นี่หลังเวลาเข้าเรียน ผู้คนก็น่าจะอยู่ตามซอกหลืบต่างๆ ของเอสซีอันใหญ่โต รอเวลาข้าวเที่ยงก็จะไหลทะลักออกมาจากตึกเรียนเข้าโรงอาหาร...สถานที่แห่งความเท่าเทียม ที่คนมีตังค์ไม่ได้การันตีว่าเที่ยงนี้ต้องอิ่มท้อง
     
    เดินหาห้องเรียน 3041 ชื่อห้องไม่คุ้นหูเท่า 1059 แต่เดาเอาว่าน่าจะอยู่ชั้น 3 คิดได้ดังนี้ก็เดินดุ่มขึ้นบันได เลี้ยวขวาซ้ายตามหาห้องทั่วชั้น 3 ไม่ยักเจอห้องหมายเลขที่ท่านเรียก
     
    แม่ง...อยู่ไหนวะ? 3041
     
    ป้ายบอกทางชี้ไปยังปีกด้านหลังตึกเอสซีเก่าที่เพิ่งเปิดใช้ได้ไม่นาน เราสะดวกปากจะเรียกว่า "เอสซีใหม่" ด้วยความไม่คุ้นเคย จึงค่อยย่างไปตามทางเชื่อมเส้นใหม่อย่างหวั่นๆ
     
    เดินท่องเอสซีใหม่ มีแต่ของใหม่ๆ ห้องบรรยายใหม่ ห้องน้ำใหม่ นักศึกษาหน้าตาเพื่อนใหม่ ให้รู้สึกหวาดและตื่นเต้น
     
    กูแก่เกินไปสำหรับที่นี่รึเปล่าวะ? นึกแล้วก็รู้สึกขนลุกขนพองในความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย 2 ปีผ่าน รังสิต "แปลก" และ "ใหม่" กว่าที่คุ้นเคย
     
    เดินหลงทางอยู่ในเอสซีทั้งเก่าทั้งใหม่ร่วมสิบนาที ห้อง3041 ก็ซ่อนตัวอยู่ในซอกหนึ่งของเอสซีใหม่ ในห้องมืดตื๋อ...ในใจนึกกลัวถ้าต้องวันนี้จะต้องมารังสิต ฟรีๆ
     
    ตัวอักษร JC 313 บนตารางเรียนหน้าห้องถูกขีดฆ่า มีตัวเลข SC 40(**) เขียนไว้ด้วยปากกาสีน้ำเงินอยู่ด้านบน
     
    ช่างไม่รู้เรื่องซะเลย...นึกในใจแล้วก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ นอกจากแก่แถมยังไม่รู้เรื่องอีก
     
    ไอ้แก่เอ๊ย...กลับท่าพระจันทร์ไปซะไป๊ นึกแล้วก็ยิ้มอยู่ในใจ
     
    กว่าจะเดินไปถึงห้องเรียน JC 313 ก็ใช้เวลาอีกร่วม 5 นาที ห้องตามที่มีการแจ้งย้ายอยู่เชิงบันไดชั้น 4 ทางปีกด้านหนึ่งของเอสซีเก่า...ห้องมืดตื๋อเช่นห้อง3041
     
    "น้อง...ลองดูห้องถัดไปซิ" แม่บ้านหนึ่งในสองคนที่นั่งคุยกันอยู่บอกหลังจากเห็นท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ผมเดินลึกเข้าไป เห็นอ.รุจน์กับเพื่อนๆ น้องๆ อยู่ในห้องเรียนที่สว่างไสว
     
    กว่าจะถึง...นึกว่าถ้าวันสอบมัวแต่หาห้องอย่างนี้ เห็นทีจะ ฉิบหาย กันทั้งบาง
     
    รังสิตเมื่อวาน รังสิตวันนี้ และ รังสิตวันพรุ่งนี้ ยังคงเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง ขณะที่ท่าพระจันทร์หยุดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพส่วนใหญ่มาแล้วพักหนึ่ง
     
    "เราแก่เกินไปสำหรับรังสิต หรือ รังสิตเปลี่ยนไปจนใครก็ตามไม่ทัน"
     
    .....นึกได้เท่านั้น ก็ถอนหายใจให้กับอดีตของตัวเอง ของคณะ ของศูนย์รังสิต และของธรรมศาสตร์
     
    กูคงเป็นไอ้แก่แปลกหน้าในทุ่งรังสิตไปซะแล้วจริงๆ
     
    ----------------------------
    พายคร้าบ
    ช่วงนี้ก็สอบแล้ว ตั้งใจอ่านหนังสือเน้อ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง จะได้สอบอย่างราบรื่น สบายตัว และสบายใจ นะคร้าบบ
    เรียนเหนื่อย ก็พักผ่อนบ้างนะครับ ถึงเวลาว่างจะมีน้อย ก็อยากให้แบ่งเวลาไว้หลับไว้นอนบ้าง นอนน้อยไม่โตเน้อ
    เป็นห่วงและคิดถึง
     
    PS*1 - ไม่ได้อัพspacesนานมาก คิดถึงเหมือนกัน แต่ไม่มีแรงบันดาลใจจะเขียน จนมีวันนี้แหละ
    PS*2 - สารนิพนธ์ แม่งเป็นอะไรที่เขียนยากชิบหายเลย กับไอ้การต้องเขียนอะไรเป็นวิชาการเนี่ย...กูเป็นคนวิชาการซะที่ไหนเล่า
    PS*3 - คิดถึงหน้าหนาวที่บ้าน หนาวกรุงเทพฯ ไม่มันเล้ย
    PS*4 - คิดถึงเพื่อนๆ ชาวสิ่งพิมพ์ ตั้งใจฝึกงาน แล้วมีเสวลาไปกินเหล้ากันๆ
    PS*5 - อยากไปเที่ยว แต่จนชะมัด เลยได้แต่เที่ยวไปกับตัวหนังสือและจินตนาการ
    PS*6 - รักคนอ่าน ขอให้รอดพ้นจากมรสุมตกงานปีหน้ากันทุกคน สาธุ ๆ ๆ 
    18 Oktober

    ขอขอบพระคุณ ^^

    หนังสือพิมพ์ "กำแพงเพศ" ในงานประชุมวิชาการเพศศึกษาครั้งที่ ๔ "ทบทวน ทายท้า ศรัทธา กล้าเลือก" (ชื่อยาวชิบหายเลย) สำเร็จเสร็จสิ้นลงไปด้วยดี อาจจะมีปัญหาบ้างประปรายก็เป็นธรรมชาติของการทำงาน "ร่วม" กับผู้อื่น ถ้าไม่เอามาเป็นสารัตถะ ก็คงไม่ส่งผลอะไรต่อสภาพจิตใจมากมาย เหมือนเอามีดมากรีดหิน ^^
     
    ขอบขอบคุณทุกท่านที่ส่วนร่วมในการทำหนังสือพิมพ์กำแพงครั้งนี้ หากขาดพวกท่านไป ก็คงจะไม่มีกระดาษ A1 ที่มีเรื่องราวดีๆ มากมายไปติดบนกำแพง
     
    ขอบคุณ ก้อยแกน,ก้อยเล็ก,จี๋,แบด,เต้,อ้อ,จิ๊บ,ปลื้ม,ทราย,ลูกตาล,นีล,แอม,แหม่ม,กั้ง,อาร์ม,ฟลุ๊ค,จิ๊บเล็ก,เอม,น้องพลอย และ น้องมิ้ลค์ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันใน "คอก" แห่งนั้นเป็นเวลากว่า 3 วัน 3 คืน อยากทำงานด้วยกันอีก จริงๆว่ะ
     
    ขอบพระคุณ อ.รุจน์ ที่ให้โอกาสในการทำงานครั้งนี้ และในความช่วยเหลือทั้งหมดทั้งปวงตั้งแต่การทำงาน ไปจนถึงอาหารการกิน ขอแสดงความนับถือในความเป็น "ครู" ของอาจารย์จากใจ
     
    ขอบคุณ พี่ๆ ที่แพททุกคนที่สนับสนุนข้อมูล และอำนวยความสะดวกตามสมควร ขอให้งานด้านเพศศึกษาของท่านก้าวหน้าต่อไปครับ
     
    ขอบคุณ สหภาพยุโรป ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของนสพ.กำแพงเพศ และ พี่ฟ้า ผู้สนับสนุนหลักอย่างไม่เป็นทางการ
     
    ขอบคุณ ผู้อ่านที่รัก ทุกท่าน ความเห็นของท่านเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงาน(และต่อสารนิพนธ์ 55+) และเป็นกำลังใจที่เยี่ยมยอดสำหรับผมและกองบก.ครับ
     
    ขอบคุณ แหล่งข่าว ทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อการให้ข้อมูล สัมภาษณ์ และ รูปถ่าย เป็นอย่างดี อะไรที่ก้าวล่วงพวกท่านไป ในนามบก.บห.นสพ.กำแพงเพศ ขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้
     
    ขอบคุณ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคี่ยวกรำคนทำงานหนังสือพิมพ์มาอย่างหนักหน่วง และคงไม่มีคณะไหน มหาลัยใด ที่ให้สิ่ง "ดีๆ" มากไปกว่า JCTU อีกแล้ว
     
    และขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการทำงานครั้งนี้ ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่นี้
     
    ขอบคุณจริงๆ ครับ ^_________^
     
    PS*1 - เสร็จงานก็อยู่ในสภาวะเคว้งคว้าง เหมือนจบไปแล้วครึ่งตัว แต่เวลาว่างๆ นี่ล่ะ จะทำอะไร? ฝึกงานเหรอ? ยื่นพอร์ทหาที่ทำงานเหรอ? ยังไงดีล่ะ
    PS*2 - โรงแรม Ambassador อ่านว่า โรงแรม แอมบาสซาเดอร์ มี "ซา" จริงๆ นะ
    PS*3 - ทำงานกับใครก็ไม่สบายใจและรู้ใจเท่าชาวสิ่งพิมพ์ จริงๆ นะ
    PS*4 - ขอบคุณนะพาย ที่โทรมาหา ยินดีเป็นอันมากที่ได้คุยกัน ปิดเทอมนี้เดินทางบ่อย เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ เที่ยวให้สนุก อยู่บ้านให้สบายจ๊ะ คิดถึงๆ
    PS*5 - จะได้กลับบ้านแล้ว วู้ๆ
    PS*6 - รักคนอ่าน รักกันๆ สังคมไทยคิดต่างได้ แต่อย่าฆ่ากันเลยจ้า