Profil von PiyakunYou say I live in a bubb...FotosBlogListenMehr ![]() | Hilfe |
You say I live in a bubble,I find the bubble's best.06 November สะบายดีเมืองลาว ตอนที่ 321 ตุลาคม 2552 หลังการตักบาตรข้าวเหนียวประจำวันจบลงกว่าสามชั่วโมง ผมชะโงกหัวออกจากหน้าต่างมาเจอกับแสงแดดอุ่นเมืองลาวหลังจากหลับเต็มตื่น
บางคนถาม "ไปหลวงพะบาง บ่ตักบาดข้าวเหนียวบ่?" "บ่ ข้อยตักเบยแทนตักบาด เดี๋ยวครูบาสิจ่มว่าสาบส้มจากปากเจ้าหลาย" 55
เนื่องจากเมืองหลวงพะบางมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่หากจะเดินเป็นพระยาน้อยชมตลาดก็กลัวว่าแดดจะเผาขนหัวจนพาลให้เหนื่อยหน่ายกับการซมเมือง เราตัดสินใจเช่าลดถีบทรงแม่บ้านราคายี่สิบพันกีบจากร้านขายทัวร์ละแวกวัดป่าไผ่ เพื่อใช้ต่างตีนในการชมเหมืองหลวงฯ วันนี้
ตัวต้องพึ่งตีน ตีนต้องพึ่งท้อง ผมฝากท้องมื้อแรกกับกาแฟลาวที่ร้านประซานิยม ร้านนี้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างนิยมมาเป็นแขก เพราะมีไม่กี่ที่ในเมืองหลวงที่ท่านจะหากินกาแฟลาวในราคาและบรรยากาศที่คนลาวกินกัน ร้านนี้วางตัวอยู่ใต้หลังคาสังกะสีและร่มไม้บนถนนเลียบน้ำของเคียงข้างร้านเฝอ หน้าตากาแฟลาวที่นี่ไม่ต่างกับที่เคยกินที่วังเวียงเท่าไหร่ แต่รสชาติต้องบอกว่าเทียบกับน้ำขมเปรี้ยวเหมือนน้ำล้างเมล็ดกาแฟที่วังเวียงไม่ได้ ด้วยราคาสามพันกีบเสิร์ฟพร้อมชาร้อนและขนมไข่วางมาในจาน ทำให้ผมรู้ว่าราคาและรสชาติกาแฟลาวที่วังเวียงมีไว้ฟันทัวริสท์หน้าตาเหรอหราอย่างเราให้หัวแบะ...
เราวางก้นบนหลังอาน ส่งแรงจากน่องลงขาให้ลดจักพาเราเลียบไปบนถนนริมน้ำของก่อนจะวงกลับเข้าสู่ถนนสายกลางที่ตอนกลางคืนจะคลาคล่ำไปด้วยปะซาซน ในเวลากลางวัน ชมวัดต่างๆ ตามที่หนังสือนำเที่ยวหลวงพะบาง ของคุณศรันย์ บุญประเสริฐ แนะนำให้ไป เช่น วัดใหม่สุวันนะพูมมาราม(ค่าเข้าชม สิบพัน) ที่โดดเด่นด้วยภาพแกะสลักไม้นูนต่ำสีทองอร่าม ฝีมือของเพี้ยตัน สินละปินแห่งซาดลาว หลังสิม(วิหาร)มีเรือแข่งที่จะแข่งกันในงานบุญซ่วงเฮือจอดอยู่ เราปั่นผ่านสี่แยกตลาดม้งไปทางสนามทาดหลวง แวะถ่ายรูปและดูฝีมือการดวล เปตอง ของชาวลาวซักหน่อย ซึ่งก็ไม่ผิดหวังที่ยังสืบทอดความแม่นยำเหมือนมาจากฝรั่งเศสเมืองต้นตำรับ ขัวเหล็กซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของหลายคนเมื่อนึกถึงรูปถ่ายเมืองหลวงพะบาง เราปั่นข้ามขัวไปถ่ายรูปสองสามแกร๊ก ก่อนจะกลับมาที่ วัดอาฮามและวัดวิชุน หรือ วัดพะทาดหมากโม ริมน้ำคานด้านหนึ่งของพูสี เราได้ยินเสียงคาราโอเกะเพลงดังจากเมืองไทย “มันต้องถอน-คนบ้านเดียวกัน-จี่หอย ฯลฯ” ดังแว่วมาจากอีกฟากน้ำ ก่อนจะจบการเที่ยววัดที่วัดเซียงทอง(ค่าเข้าชม ซาวพัน) สุดยอดแหล่งแสดงและสะสมผลงานศิลปะล้านซ้างที่ควรมาเยือน
ผมแวะล้านหนังสือเยื้องกับโรงเรียนสินละปะเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษซักฉบับหนึ่งมาอ่าน "เวียงจันนิวส์" ราคาเจ็ดพันกีบถูกพับโยนใส่ตะกร้าลดจัก เมื่อผมมีเวลาอ่านมัน พาดหัวหน้าหนึ่งมีข่าวที่น่าสนใจอยู่ตรงมุมขวาล่าง
"เตรียมเริ่มใช้มาตรการห้ามนักเรียนขี่จักรยานยนต์"
จังหวัดหลวงพะบางกำลังจะเป็นจังหวัดที่สองในลาวต่อจากจังหวัดไซยะบุลีที่จะประกาศห้ามนักเรียนขี่ลดจักมาโรงเรียน โดยนโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน และลดพฤติกรรมเสี่ยงหรือพฤติกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ ที่จะตามมาจากการมีมอเตอร์ไซด์
"กานขี่ลดถีบมาโลงเลียนเป็นวิธีเดินทางที่ง่ายมาก ในโลงเลียนมีดินมากมายให้นักเลียนได้จอดลดถีบของเขา" หัวหน้าสำหนักงานการศึกษาเมืองหลวงพะบางกล่าว
ทั้งนี้ นักเรียนที่อยู่ในที่ห่างไกล สามารถทำเรื่องขออนุญาตเป็นพิเศษในการใช้ลดจักมาโรงเรียนได้ ซึ่งกระทรวงสึกสาทิกานลาวเตรียมขยายโรงเรียนออกไปสู่พื้นที่ชนบทให้มากยิ่งขึ้น
เป็นนโยบายแบบ "สังคมนิยม" ที่ดีกว่าการอนุมัติรถเมล์ราคาแพงจมหูมาวิ่งว่อนในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของคนนอนห้องแอร์!
ตะเว็นใกล้ลับ เราปั่นลดมาล๊อกไว้ที่ป้ายจราจรหน้าหอพิพิดทะพัน ถ่ายรูปด้านหน้าก่อนที่จะถูกเชิญออกมาเพราะหอพิพิดทะพันปิดตอนสี่โมงเย็น (ถ้านับเวลากินข้าวเที่ยงแล้ว วันๆ หนึ่ง สถานที่ราชการลาวทำงานน้อยกว่าไทยมาก) เราตะกายบันไดในแวดล้อมของดอกจำปาที่บางต้นทิ้งดอกสีขาวนวลเหมือนเม็ดมะม่วงดิบไว้บนพื้นขึ้นไปสู่พูสี(ค่าขึ้นชม ซาวพันกีบ) หัวใจของคนและเมืองหลวงพะบางในเวลาก่อนตะเว็บจะหายไปในหมู่ดอยปรกหมอก นักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติศาสนาทยอยขึ้นมาจับจองจุดที่ดีที่สุดเพื่อชมตะเว็นตกดิน บางคนนั่งกับขอบรั้วกั้นฐานชั้นล่างสุดขององค์พะทาด หรือบ้างก็นั่งเอาหลังพิงพะทาดเสียเลย ที่ไม่น่าเชื่อคือ หนึ่งในบรรดาคนนั้นก็คือ “คนไทย”
ผมไม่ทราบเจตนาของบรรดาเขาเหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้ตักเตือน เพียงแต่ถอนหายใจด้วยความเศร้าทั้งกับตัวเองและกับเขาเหล่านั้น...
เรากลับลงมาตอนห้าโมงกว่า ยังไม่มืดดีแต่ตลาดมืดเริ่มมาตั้งแผงสินค้าแล้ว และลดถีบของเราก็โดนมัดอยู่ตรงเสาที่ตอนนี้เป็นร้านขายผ้าไหมที่เราลดถีบสองคันเบียดบังเนื้อที่ค้าขายอยู่ เรากล่าวขอโทษและได้รับคำตอบกลับมาว่า “บ่เป็นหยัง” ก่อนที่ผู้สาวจะช่วยเรายกลดถีบลงมาจากฟุตปาธ และเอาไปคืนได้ทันเวลา แลกหนังสือเดินทางของน๊อคกลับมาอย่างปลอดภัย
เย็นนี้ เราเดินลุยแผงขายอาหารหน้าไปรษณีย์ที่มีอาหารพื้นเมือง อาหารไม่มีเนื้อสำหรับคนกินมังฯ ขนมนมเนย และ อาหารไทย จำหน่ายแบบตลาดกลางคืนทั่วไป เราซื้อแหนบปลา ปลาปิ้ง ไก่ย่าง ไส้กรอกหมู และ ข้าวเหนียว กลับมากินที่โต๊ะหน้าเฮือนพัก ครูแดน ชายที่เราสังเกตเขาตั้งแต่วันแรกเดินเข้ามาหา ก่อนที่เราทั้งสามจะเริ่มพูดคุยกันด้วยภาษากำเมือง
ครูแดน คนเจียงใหม่ เป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนบนดอยแม่สลอง ทุกปิดเทอมเขาบอกเราว่าเขาต้องมาลาว และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ยี่สิบกว่าของเขา เขาถามเราว่า เรามาที่นี่ทำไม? น๊อคตอบอย่างคนมีจุดมุ่งหมายทันทีว่าบรรพบุรุษของฝั่งแม่ของเขานั้นอพยพมาจากหลวงพะบางแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน นี่เลยเป็นเหมือนการหารากเหง้าของตัวเอง ส่วนผมน่ะเหรอ...ผมอยากเดินออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ประเทศที่เหน็ดเหนื่อย มาหาอะไรซักอย่างที่นี่ ที่ผมคิดว่าน่าจะมี และผมอยากมาไหว้พะทาดพูสีที่มีนามเสียงพ้องกับนามสกุลของผม ส่วนครูแดนตอบเราถึงการมาลาวกว่ายี่สิบครั้งว่า
“บ่าต.ม.นั่นมันเกยถามครูว่า ‘ถามจริงๆ เถอะ มีกิจการอะไรที่ลาวรึเปล่า ทำไมถึงมาบ่อย’ ครูก่อว่า ‘ก่อมาแล้วมันสบายใจ๋ โทะ..เป๋นไปได้ ฮาไค่มากู้วันแหมซ้ำก่ะ’”
หลังมื้ออาหารเย็นจบ ครูแดนอาสาพาเราเดินตลาดมืดให้ปรุโปร่งยิ่งขึ้น และเขาบอกว่ามีคนที่แนะนำอยากให้เรารู้จัก “ดูแล้วน่าจะรู้จักกันไว้” คือเหตุผลของครูเขา ผมซื้อของที่ระลึกกลับมาฝากคนที่บ้านและซื้อเหล้ากลับไปฝากตัวเอง ครูแดนเอื้อนเอ่ยกับแม่ค้าเหล้าแห่งบ้านซ่างไหอย่างคนสนิทชิดเชื้อ
“แม่ค้า เจ้ารินเหล้าให้ผู้บ่าวสองคนนี่หน่อยเลาะ เขาบอกว่าเขาอกหัก เขาอยากเมาว่ะ”
แม่ค้ารินให้ผมกับน๊อคคนละสามจอกของเหล้าสามชนิด...รสร้อนแรง แต่แทบละลายเมื่อลงสู่ลำคอ และระเหยออกตามช่องจมูกได้
คืนนี้เราชิมเหล้าจากร้านเหล้าสี่ร้านบนตลาดมืด จากร้านสุดท้าย เรายิ้มอย่างจริงใจที่สุดให้กับแม่ค้า ก่อนครูแดนจะพาเราไปที่ร้านขายรูปเขียนร้านหนึ่งหน้าหอพิพิดทะพัน ชายหนุ่มรุ่นราวไล่ๆ กับเราวางพู่กันก่อนจะทักครูแดนอย่างคนรู้จักกันมาก่อน “บุญทอน” เป็นนักศึกษาของโรงเรียนศิลปะแห่งเมืองหลวงพะบาง ครูแดนแนะนำหนุ่มคนนี้คำแรกว่า “ไอ้หนุ่มคนนี้มันเป็นคนจิตใจดี” หลังจากพูดคุยกันเกือบชั่วโมง เราได้รับคำเชิญไปเที่ยวบ้านของบุญทอนที่หมู่บ้านเลยบ้านผานมไปเล็กน้อย นัดหมายเวลาสิบโมงเซ้าใต้เฮือนพักด้วยลดจักสามคันของบุญทอนและสหาย “เหล้าเนี่ย แต้ๆ บ่ต้องซื้อก่อได้หนา ก้าจิมกำร้านๆ นี่ก่อเมาละ ครูเกยจิมอยู่จ๊ะอี้เป๋นอาติ๊ดแหน่ะ เขาก่อฮ้อครูจิม แต่สุดท้ายครูก่อซื้อเก็บไว้บ้านหลายขวดหนา” ครูแดนเหล้ากลั้วเสียงหัวเราะขณะเราเดินกลับเฮือนพัก
ประตูเฮือนพักเกือบปิดเมื่อเรากลับมาถึง ก่อนที่ใครจะหลับ เราสั่งเบยสองแก้วขึ้นมานั่งกินตรงชั้นสอง แกล้มบทสนทนากับเพื่อนที่การเดินทางพัดพาคนไทยให้มาพบกันที่เมืองลาวอย่างออกอรรถรสในหลายต่อหลายเรื่อง เราได้รับคำแนะนำในการท่องเที่ยวละแวกอินโดจีนจากครูแดนผู้นี้มากมาย ก่อนเบยจะพร่องไปค่อนขวด ครูแดนขอตัวเข้าห้อง และหลังเบยอึกสุดท้ายลงคอ เรากองขวดเบยไว้ปลายเตียงนอนก่อนจะตั้งนาฬิกาปลุกและนอนดูดิสคัฟเวอร์รี่ แชนแนล...
------------------
PS*1 – ว่างเว้นการอัพไปพักหนึ่ง เนื่องจากภารกิจรัดตัว (อันนี้เรื่องจริง หนี้สินก็เช่นกัน) PS*2 – ถีบลด แล่นลด ขี่ลดในเมืองลาว อย่าลืม!!! ขวาอย่างเดียวเด้อพี่น้องเด้อ PS*3 – ขัวเหล็ก ไม่เปิดให้ลดใหญ่ข้าม บอลิกานสำหรับลดถีบ ลดจัก และ คนย่างตีน ทอนั้นเด้อ PS*4 – ครูแดนบอกว่า ถ้ามีเวลาควรออกนอกเมืองหลวงพะบางบ้าง เพราะในเมืองเที่ยววันเดียวก็จบแล้ว แต่หมู่บ้านรอบๆ ยังมีอะไรน่าสนใจอยู่มาก บางหมู่บ้านเอาระเบิดของไอ้กันมาผ่าครึ่งทำเป็นเฮือใช้กันสบายใจเฉิบ ฝรั่งต้องร้อง Oh! It’s Fuckin’ cool man! 30 Oktober สะบายดีเมืองลาว ตอนที่ 220 ตุลาคม 2552 เช้าที่ฝนเพิ่งหยุดตก ทิ้งละอองหมอกขาวเหมือนสำลีห่มเขาหินปูนเบื้องหน้า น้ำซองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหลเชี่ยวกรากท่วมตีนสะพานไม้ไผ่ แต่มันยังแข็งแรงพอให้ชาวลาวไปวางเครื่องมือดักปลาตรงกลางสะพานได้อย่างสบาย
ผมดื่มกาแฟลาวรสชาติออกเปรี้ยวและขมไปทางกาแฟโรบัสต้า(กาแฟกระป๋อง) ที่ร้านอาหารในเมืองวังเวียงหลังจากจ่ายค่าห้องราคาห้าสิบพันกีบเสร็จแล้ว เพื่อรอลด "จัมโบ้" ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซด์มีพ่วงท้ายคล้ายรถสกายแล็บตามแถบอีสานบ้านเฮาไปส่งเราที่บ่อนลด และขึ้นลดแอร์เที่ยวสิบโมงไปยังเมืองหลวงพะบาง ตั๋วราคาแปดสิบห้าพันกีบ รวมค่าลดจัมโบ้ไว้ด้วยแล้ว
ส่วนน๊อคนั้น อาศัยกล้วยสองผล ผลละพันกีบเป็นเครื่องบรรเทาฤทธิ์เบยลาวในเส้นเลือด...
ลดแอที่เราขึ้นไปหลวงพะบาง แน่นเอี้ยดไปด้วยกระเป๋าของนักเดินทางทั้งเจ้าถิ่นและผู้มาเยือน กระเป๋าส่วนหนึ่งและลังไข่นับร้อยอันถูกเอามาวางกองไว้ตรงทางเดินระหว่างเบาะหลังผู้โดยสารขึ้นหมดแล้ว เส้นทางตั้งแต่เมืองวังเวียงไปจนถึงเมืองกาสียังไต่เลาะเลียบอยู่บนพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาที่ไม่กว้างใหญ่นัก ข้างทางเป็นหมู่บ้านสลับกับนาข้าวที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวรวงสีเหลืองแซมเขียวแน่นหนาไปจรดตีนเขา ลำคลองหลายสายหล่อเลี้ยงทั้งทุ่งนาและหมู่บ้านที่ผันน้ำจากน้ำคลองเป็นคลองซอยเล็กๆ ให้ชาวบ้านได้อาบใช้ ก่อนจะไหลลงสู่ธารเดิมของมันอีกครั้ง เป็นการประปาอย่างภูมิปัญญาชาวบ้านโดยแท้
รถจอดพักครั้งแรกที่ละแวกเมืองกาสี ให้ผู้โดยสารได้กินข้าวหรือจะกินยาแก้เมาลดก่อนต้องอยู่บนเทือกเขาราวๆ 6 ซั่วโมง เราพบกับคณะลดถีบไทยแลนด์อีกครั้ง ซึ่งบางคนก็แวะกินข้าวในห้างนาข้างทางกับชาวนาท้องถิ่น นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและเกาหลีพากันแตกฮือเมื่อเจอตั๊กแตนปาทังก้าสีน้ำตาลบินมาเกาะตรงขวดน้ำปลา ก่อนจะพากันล้อมวงถ่ายรูปตั๊กแตนและพูดกันโขมงโฉงเฉง พาตั๊กแตนตั้งท่าจะบิน ก็พากันแตกกระเซ็นไปคนละทิศคนละทาง เราชาวไทยยืนมองด้วยความขบขัน ระหว่างทางลดแวะจอดรับแม่หญิงวัยรุ่นลาวขึ้นมาบนรถคนหนึ่ง เธอนั่งบนตั่งเสริมตรงกลางถัดจากลังไข่ บนลดนอกจากคนขับ เด็กลด และเถ้าแก่แล้วมีเราสองคนที่คุยกับเธอรู้เรื่อง เมื่อเธอหยิบเอาเคื่องดื่มซูกำลัง เอ็ม-150 ขึ้นมาดื่ม เพื่อนผมถามเธอว่าทำไมถึงดื่มเอ็มร้อย..
ผู้สาว : ข้อยง่วงนอน ไปถามคนขายว่ามีอันหยังแก้ง่วงแก้หาวได้บ้าง เขาก็ให้กินอันนี้ ทำไม? ผู้สาวไทยบ่กินอันนี้บ่? ผม : ผู้สาวไทยบ่กิน ผู้สาวไทยกลัวอ้วน
จากเมืองกาสี ลดแล่นพาเราขึ้นเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ สูงจนแก้วหูลั่นเปรี๊ยะต้องกลืนน้ำลายปรับความดันหู และมีสนสามใบขึ้นให้เห็นตามเชิงเขาลาดชัน ป่าข้างทางส่วนหนึ่งถูกถางเพื่อการเกษตร แต่รอยต่อระหว่างดอยโล่งกับผืนป่านั้น เรามองเห็นต้นไม้ใหญ่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่าถ้าหากต้องยืนข้างใต้มัน แน่นหนาและเป็นผืนห่มหมู่ดอยเขียวพรืดจนหายลับไปกันหมอก รวมไปถึงข้างทางที่เป็นหุบเหวลึกซ่อนป่าดิบไว้ในซอกเหว ไม่มีอะไรกั้นเรากับเหวข้างทางนอกจากพงหญ้ากอแขมหนาไม่กี่เมตร ส่วนหน้าผาอีกด้านหนึ่งก็มีร่องรอยของดินถล่มให้เห็นประปรายตามรายทาง
จากเมืองกาสี เราเข้าสู่เมืองพูคูนซึ่งเป็นจุดสูงสุดของถนนระยะทางช่วงเวียงจัน-หลวงพะบาง เมืองนี้เป็นทางแยกเพื่อไปยังแขวงเซียงขวาง หลังบ้านของชาวบ้านริมถนนก็คือเหวและทิวเขาสุดลูกหูลูกตา จากนี้เราต้องลงเขาจนถึงเมืองเซียงเงิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแขวงหลวงพะบางและเป็นทางแยกไปยังแขวงไซยะบุลี เส้นทางยังคงเป็นเขาและโค้งเหมือนเดิม โค้งหักศอกที่หักแบบศอกตอนเบ่งกล้ามมีอยู่ตลอดเส้นทาง หมู่บ้านสองข้างทางเป็นหมู่บ้านของคน "ลาวเทิง" ซึ่งเป็นคนภูเขาที่ลัดทะบานลาวให้ลงมาอาศัยอยู่ริมทางหลวงช่วงเมืองกาสี-เชียงเงิน และให้อาวุธปืนไว้คุ้มกันเส้นทาง เนื่องจากในอดีตเส้นทางช่วงดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องโจรชุม รวมไปถึงกลุ่มชาวม้งที่ต้องการสิดทิปกครองตนเองยังเป็นอันตรายต่อเส้นทาง หมู่บ้านลาวเทิงข้างทางจึงเสมือนยามรักษาเส้นทางนี้ให้ปลอดภัย ดังนั้น อย่าแปลกใจถ้าจะเห็นคนลาวในชุดพลเรือนสะพายปืนคาร์บินพับฐานหรืออาก้าจีนแดงขึ้นลดเมมานั่งข้างท่าน หรือโบกลดเพื่อขอยา(บุหรี่) สูบซักตัว (เรามารู้ภายหลังถึงเมืองหลวงพะบางว่า เมื่อประเทศลาวเปิดประเทศใหม่ๆ กลุ่มม้งเคยบุกยิงถล่มลดโดยสานที่วิ่งเว้นทางนี้จนทำฝรั่งตายยกคันมาแล้ว ยังเคยมีซากลดเมคันดังกล่าวอยู่ข้างทางเป็นอนุสรณ์แห่งหนึ่งในความริยำที่อเมริกันทำกับโลกใบนี้และภูมิภาคนี้ ก่อนที่จะถูกยกออกไปเพราะคนผ่านไปมาล้วนแล้วแต่สะเทือนใจ)
ลดจอดพักอีกครั้งที่บ้านกิ่วกะจำ เราสัมผัสกับอากาศเย็นในระดับเดียวกับภูชี้ฟ้าเมื่อลงมาจากลด และรู้สึกว่าเมฆอยู่ไม่ไกลจากกลางกระหม่อมซักเท่าไหร่ ผมซื้อไวตามิ้ลค์จากประเทศไทยในราคาแพงกว่าบ้านเราเท่าตัวคือยี่สิบบาท ส่วนฝรั่งบางคนก็แทะแซนวิด(ใช้ขนมปังฝรั่งเศสท่อนราวหนึ่งฟุตแทนขนมปังแผ่น)อย่างเมามัน มีฝรั่งคนหนึ่งซื้อแคบหมูถุงใหญ่มายืนกินเหมือนเคยกินแล้วตอนมาเที่ยวเชียงใหม่ ค่าเข้าห้องน้ำที่อยู่ริมเหวคือ หนัก-เบาเท่ากัน หนึ่งพันกีบ
จากบ้านกิ่วกะจำ ลดยังคงไต่เขาลงมาเรื่อยๆ โดยไม่เปิดแอแต่เปิดช่องบนหลังคาให้ลมโกรกเข้ามาแทน ขณะลงเขาช่วงหลักที่ 358-359 ย่านเมืองเซียงเงิน เสียง "ฟี่....." ก็ดังมาจากใต้ท้องลดพร้อมกลิ่นของยางรถไหม้เหม็นอย่างมีเอกลักษณ์ คนขับต้องพาลดแอบขวาฝั่งที่เป็นเหว และให้เด็กลดตัดกิ่งไม้มาทำเครื่องหมายให้รู้ว่ามีลดเสีย ก่อนที่ผู้โดยสานจะทะยอยลงมาจากลด ล้อหน้าข้างซ้ายกำลังแฟบลงเรื่อยๆ มีควันลอยออกมาจากชุดเบรก เส้นทางลาดชันและน้ำหนักลดรวมน้ำหนักบันทุกทำให้ชุดเบรกต้องรับบทหนักจนส่งความร้อนไปยังยางในและทำให้ยางในรั่ว คนขับ เด็กลด และฝรั่งกายกำยำถักผมอย่างรัสตาแมนกุลีกุจอช่วยกันวางแม่แรงค้ำลด ถอดยางเก่า แกะยางอะไหล่ออกจากท้องลด และรีบเปลี่ยนยางแข่งกับตะเว็น(ดวงอาทิตย์)ที่กำลังจะหายไปกับเหลี่ยมเขา ลดแล่นไปได้อีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ตกดินพอดี จนพาเราไปถึง "สะถานีลดขนส่งโดยสานทางไกต่างแขวง นาหลวง" ชานเมืองหลวงพะบาง ในเวลาราวหนึ่งทุ่ม
เราได้รับคำแนะนำจากพี่นักเดินทางชาวไทยที่ขึ้นลดมากับเรารวมห้าคนว่า ให้นั่งจัมโบ้ราคาสิบพันเข้าเมืองไปย่าน "ตลาดมืด" (เป็นตลาดกลางคืน หรือ ถนนคนเดินนั่นเอง) ซึ่งมีเฮือนพักมากมายให้เลือกนอน เรามุ่งไปยังย่านวัดป่าไผ่ ซึ่งอยู่เลยตลาดมืดไปหนึ่งช่วงถนน แว่วเสียงเพลงของจรัล มโนเพ็ชรคลอเสียงเกากีต้ามาจากเฮือนพักแห่งหนึ่งที่แยกจากถนนกลางเมืองไปราวสิบห้าก้าว ชายผมยาวในชุดเหมือนชาวเขา สะพายย่าม วัยราวสามสิบกว่าร้องเพลงด้วยเสียงอย่างคนไทยนั่งเกากีต้าอยู่หน้าเฮือนพักกับผู้สาวลาวนางหนึ่ง เราพักที่เฮือนพักแห่งนี้ "เฮือนพักมอละดก" ซึ่งเป็นเรือนลาวสไตล์โคโลเนี่ยล ที่ชั้นหนึ่งจะเป็นตึกปูนส่วนชั้นสองจะเป็นไม้ หลังคาเป็นกระเบื้องเผาแบบบูลาน(โบราณ) ห้องพักเบอ17ของเราอยู่บนชั้นสอง เชื่อมต่อกับตึกด้านหลังที่เป็นห้องแอ กุญแจไขห้องแบบบูลานติดกับคีย์การ์ดเสียบใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา สนนห้องพัดลม+น้ำอุ่นราคาคืนละหนึ่งแสนกีบ พร้อมโทรทัศน์และสัญญาณทรู วิชั่น ดูฟุตบอลจากยุโรปได้สบายใจ และน้ำเปล่าฟรีวันละสองขวด ในห้องมีหน้าต่างสีเขียวให้เปิดออกดูการตักบาดข้าวเหนียวที่ซอยหน้าเฮือนพักหากขี้เกียจไปตักบาดเอง
หลังมื้อเย็นที่ร้านอาหารริมน้ำโขง เมนูลาบเป็ดและต้มแจ่วหมู พร้อมข้าวเหนียวกะติ๊บเบ้อเริ่ม สิริรวมราคาห้าสิบหกพันกีบ เราเดินสำรวจตลาดมืดที่วางตัวอยู่บนถนนสีสะหว่างวง ตั้งแต่สี่แยกไปรษณีย์ไปจนถึงสุดหอพิพิดทะพันหรือวังเจ้ามหาซีวิดอย่างคร่าวๆ ก่อนจะพบว่าของที่ขายหนีไม่พ้นงานหัตถกรรมเช่น ผ้าทอบ้านผานม งานศิลปะรูปเขียน ภาพพิมพ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ของเก่าบูลาน อวัยวะสัตว์แปลกๆ เสื้อผ้า เหล้าขาวและเหล้าดองสารพัดสัตว์จากบ้านซ่างไห รวมไปถึงของกินมากมาย แผงค้าวางแบกะดินมีผ้าหรือพลาสติกปูรอง เสียงร้องขายของไม่ถึงกับตะโกนอึงอลแต่พูดแค่ให้คนเดินผ่านหน้าร้านพอได้ยิน ถนนคนเดินสว่างด้วยแสงไฟและพลุกพล่านด้วยผู้คนหลากสีผิว
หลังเบยลาวแก้วหนึ่งหมดลงพร้อมๆ กับร้านรวงเริ่มเก็บของกลับบ้านในราวสิบโมงกึ่ง(สี่ทุ่มครึ่ง) ผมกลับห้องไปนอนดูดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล ก่อนเข้านอนหลังสองยาม...
-------------- PS*1 – บ้านของคนลาวนอกเขตเมืองเกือบทั้งหมดเป็นเรือนไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงหญ้า หรือ เป็นบ้านไม้ มีแค่สถานที่ราชการและบ้านบางหลังที่เป็นร้านชำที่จะสร้างด้วยปูน PS*2 – ค่าลดจัมโบ้จากบ่อนลดมายังวงเวียนตลาดมืดราคาสิบพันกีบ ดังนั้น หากคนขับบอกราคามากกว่านี้ จงต่อราคาจนได้สิบพันเท่านั้น! เพราะในบางเช้าที่คุณรีบเร่ง จัมโบ้อาจบอกราคาสูงถึง สี่สิบพันกีบ (แต่ชาวลาวต่อราคาไม่ยากเท่าไหร่ ไม่ใช่ลูกอีช่างต่ออย่างผมก็ยังต่อราคาได้สบาย) PS*3 – บ้านบนดอยที่ไม่มีคลองใช้น้ำยังไง? ในแต่ละหมู่บ้านจะมีก๊อกประปาหมู่บ้านแบบคันโยกอยู่ประมาณ 2-3 ก๊อก ซึ่งจะต่อท่อมาจากถังเก็บน้ำ ให้ชาวบ้านแบ่งกันกินอาบตามสมควร เด็กน้อยอาบน้ำพร้อมกันทีละ3-4 คน ประหยัดหลายเด้อ29 Oktober สะบายดีเมืองลาว ตอนที่1เจ็ดโมงเช้า 19 ตุลาคม 2552 ผม และ "น๊อค" เพื่อนแต่ครั้งประถม (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเพื่อนอยู่) เสียเงิน 450 บาท ให้รถบ.ข.ส. พาเรามายืนอยู่ที่สถานีขนส่งหนองคาย อากาศค่อนข้างเย็นจนเลนส์ 50/1.4 ของผมมีฝ้าจับกระจกเลนส์ขุ่นไปหมด สถานีเริ่มมีคนมาใช้บริการคึกคัก โดยเฉพาะชานชาลาที่มีรถปรับอากาศชั้นสองสีน้ำเงินคาดแสด คาดทับด้วยตัวอักษรข้างรถว่า
"1-1 บ.ข.ส. จังหวัดหนองคาย - นครหลวงเวียงจันทร์" เราคือหนึ่งในผู้โดยสารราวห้าสิบคนของรถระหว่างประเทศเที่ยวแรกนี้ เพื่อไปสู่จุดหมายแรกก่อนถึงปลายทาง "เมืองมอละดกโลก หลวงพะบาง"
แปดนาฬิกา ได้เวลาชักธง พวกเรายืนตรง เคารพธงชาติที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพหลังประทับตราในหนังสือเดินทาง(Passport)เสร็จ ก่อนจะข้ามขัวมิดตะพาบไปยังด่านพรมแดนของสปป.ลาว เมื่อประทับตราเสร็จ ผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศไทยก็จะสามารถอยู่ในลาวได้ 30 วัน ซึ่งคนลาวที่จะอยู่ในไทยได้ 30 วันก็ต้องถือหนังสือเดินทางลาวเช่นกัน ทั้งสองด่านพลขับบ.ข.ส.ชาวไทยอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเป็นอย่างดี
เราแลกเงินสดคนละหนึ่งพันบาทคิดเป็นเงินกีบก็อยู่ที่ราว 253,000 กีบ ก่อนจะนั่งรถคันเดิมไปสู่ "บ่อนลดสายเหนือ นะคอนหลวงเวียงจัน" เพราะเรามาถึงบ่อนลดเกือบสิบโมง การนั่งรถรวดเดียวไปยังหลวงพะบางต้องใช้เวลาประมาณสิบชั่วโมง เราไม่อยากถึงหลวงพะบางตอนกลางคืน เลยตัดสินใจขึ้นรถฮุนไดมินิแวน ไปยังเมือง "วังเวียง" ด้วยสนนราคา 65,000 กีบ พร้อมเพื่อนเดินทาง หนึ่งมิสเตอร์อเมริกัน หนึ่งมิสซิสโคเรีย และ อ้ายคนลาวอีกสองคน
เส้นทางจากเวียงจันมายังวังเวียง คือถนนสาย13 เหนือ (13 น.) สร้างแต่ครั้งฝรั่งเศสยึดครองลาวเป็นอาณานิคม โดยลากยาวตั้งแต่ภาคใต้ของลาวแถบปากเซ-จำปาสัก-สะหวันนะเขต ลากไล่ผ่านเวียงจันไปสู่เมืองหลวงพะบาง ก่อนทะลุผ่านภาคเหนือของลาวไปยังเมืองแถน(เดียนเบียนฟู) เวียดนาม สิบนาทีจากบ่อนลด สองข้างทางก็กลายเป็นทุ่งนา สลับหมู่บ้านและโรงงานขนาดไม่ใหญ่โตนัก เส้นทางเป็นถนนลาดยางในสภาพพอใช้การได้เท่านั้น ถ้าแล่น(ขับ)เร็วๆ ฝุ่นก็ยังฟุ้งอยู่ คนขับจอดพักครั้งหนึ่งนอกเขตกำแพงนะคอน เราพบกับคณะจักรยานชาวไทยที่แวะพักอยู่ที่ร้านเดียวกัน ได้ความว่าปั่นจากประเทศไทยมาเป็นคณะประมาณสามสิบคัน จากเวียงจันไปเมืองหลวงใช้เวลาบนหลังอานสามวัน โดยต้องแวะพักที่เมืองวังเวียงและเมืองพูคูนเมืองละคืน
ราวห้าสิบกิโลเมตรจากเวียงจัน เส้นทางเริ่มพาเราไต่เลาะเลียบเขาที่ไม่สูงชันมากนัก ช่องจราจรบีบแคบลงจนรถทัวร์สองคันถ้าจะขับสวนกันต้องมีคันใดคันหนึ่งชะลอแล้วแอบไปทางขวาให้อีกคันแล่นสวนไป(สปป.ลาวขับรถเลนขวาอย่างฝรั่งเศส) ข้างทางยังเป็นนาข้าวที่ปลูกริมลำธารสายเล็กๆ บางเนินเริ่มมีสวนยางพาราปลูกให้เห็นมากขึ้น สลับกับบักหนัด(สัปปะรด) ที่มีให้เห็นประปราย จนถึงบ้านท่าเฮือ คนขับลดจ่ายค่าทำเนียมบำลุงทางตรงด่าน โดยจะมีประมาณ4ด่านก่อนถึงหลวงพะบาง(ไม่เก็บลดถีบ-จัรยาน ลดจัก-จักรยานยนต์) ข้างทางมีเพิงขายปลาแดดเดียวเหมือนแถวๆ สิงห์บุรี อ่างทอง สามชั่วโมงผ่าน เรามองเห็นเขาหินปูนที่ธรรมชาติฉลักเฉลาไว้อย่างสวยงามอยู่เบื้องหน้า สมสมญา "กุ้ยหลินเมืองลาว"
วังเวียง เป็นเมืองเล็กๆ (ที่เริ่มใหญ่) อยู่ในแขวงเวียงจัน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ก่อนถึงเมืองกาสี ซึ่งเป็นจุดสตาร์ทของมหกรรมไต่เขาจริงๆ บนทางหลวงสาย13 น. เหตุแห่งความดังของเมืองนี้ก็คือ ภูเขาหินปูนริมแม่น้ำซอง ที่งดงามด้วยการกัด-กร่อน-ดัน-ดึง ของสายฝน สายลม และเปลือกโลก และกิจกรรมผจญภัยต่างๆ นาๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเสียวมากมาย โดยเฉพาะการนั่งห่วงยางลอยไปตามลำน้ำซองโดยมีฝีพายชาวลาวคอยบังคับทิศทางให้ ซึ่งคนไทยพรรค์เราดูจะไม่ได้ตื่นเต้นหรือยินดียินร้ายกับกิจกรรมที่ฝรั่งมังคาชอบเหลือเกินเท่าใดนัก
ลดมินิแวนส่งเราลงตรงถนนสายหลักของเมือง อาหารเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่พักในตอนนี้ เราจึงมุ่งหน้าไปยังสามแยกใหญ่กลางเมืองเพื่อหาอะไรกิน มื้อแรกบนแผ่นดินลาวคือ "เฝองัว" หรือ ก๋วยเตี๋ยววัว นั่นเอง อย่าเพิ่งคิดว่า "มึงไปถึงนู่นแล้วจะยังแดกก๋วยเตี๋ยวอีกเหรอ?" เพราะถึงแม้เฝอจะหน้าตาคล้ายๆ คือๆ ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสที่ท่านจะเลือกกินเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เหรือ เส้นเฝออย่างเวียดนามก็ตามศรัทธา แต่เฝอลาวจะใส่มะเขือเทศ และ บางเจ้าจะใส่ "ผักก้านก่ำ" ที่มีกลิ่นรสเฉพาะตัวลงไปด้วย ซึ่งเฝอลาวจะเสิร์ฟพร้อมกับกระจาดใส่ใบสะระแหน่ ผักกาด โหระพา มะนาว กินแนมกันเป็นอันว่าอร่อยแท้
(สิ่งที่พึงระวัง-ชาวลาวนิยมปรุงอาหารด้วยการใส่ "แป้งนัว" หรือ ผงชูรสเป็นอย่างมาก หากท่านแพ้ผงชูรสโปรดกำชับแม่-พ่อครัวให้ดี มิฉะนั้นอาจลงไปชักดิ้นชักงอได้หลังกลืน และในพวงเครื่องปรุงของอาหารทุกประเภท จะมีแก้วใส่ผงชูรสให้เพิ่มความนัวอยู่ด้วยเสมอ อีกอย่างหนึ่ง "งัว" นั้นหมายถึงวัว หากท่านจะกินวัว อย่าลืมตัวสั่งว่า"เนื้อ" เหมือนอยู่เมืองไทย เพราะ เนื้อ ในภาษาลาวคือ "เนื้อควาย" เหนียวนุ่ม แซบหลาย)
หลังจ่ายค่าเฝอราคาสิบพันกีบ เราเตร็ดเตร่หาที่พักจนตกลงปลงใจกับ "เฮือนพักพูบาน" คืนละห้าสิบพันกีบ เป็นเรือนไม้ยาวติดแม่น้ำซองที่ใสแจ๋ว ใกล้ขัว(สะพาน)ไม้ข้ามไปยังเฮือนพักกะท่อมกางนาที่มีฝรั่งนอนอ่านหนังสือกันอยู่ตามซุ้มไม้ไผ่ริมน้ำ มีน้ำอุ่น และ พัดลม หลังจากเก็บเครื่อง(ข้าวของ หรือ เสื้อผ้าก็ได้) เราสะพายกล้องหนึ่งฟิล์ม หนึ่งดิจิตอล เดินสับชัทเตอร์ในบางมุมของเมืองวังเวียง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะฝรั่งพบเห็นได้ทุกมุมเมือง แลคล้ายหลายเมืองของไทย ที่ฝรั่งจะนุ่งน้อย ห่มน้อย เปลือยตีนออกมาตากแดด หรือ ควงคู่กันอย่างถึงเนื้อถึงตัว ทำให้ที่นี่เป็นเหมือน "อาณานิคมแห่งความม่วนของฝรั่ง" ไปโดยปริยาย...
อาหารมื้อเย็น เราฝากท้องไว้ที่ร้าน "ซากูละ" Pub-Restaurant เจ้าของเป็นคนจีนที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง บรรยากาศเหมือนร้านนั่งกินทั่วไปตามตรอกข้าวสาร เปิดเพลงฝรั่งหลายสไตล์ และมีโต๊ะพูลให้เล่นฟรีหากท่านเป็นลูกค้า เราสั่งต้มยำปลากับข้าวสวย กลั้วคอด้วย ลาววิสกี้+โค้ก หนึ่งถัง (ไอ้นี่ก็สไตล์ข้าวสาร) พอให้หน้าตาเปล่งปลั่ง ก่อนจะตระเวนราตรีเมืองวังเวียงอยากคนแบกเป้ยากไร้ (55+)
เรายึดที่นั่งตรงสามแยกหน้าไปรษณีย์วังเวียง ดวดเบยลาวรสดีสนนราคากระป๋องเล็ก เจ็ดพัน กระป๋องใหญ่ สิบพันเท่ากับเบยแก้ว(ขวด) ซักพักหนึ่ง มีฝรั่งเดินตุปัดตุเป๋ตรงมาที่เรา ก่อนจะออกปากให้ไปส่งที่เฮือนพัก Walking Elephants ตรงข้ามโรงพยาบาล เขาพร้อมจ่ายค่าจ้างหากเรามีลดจักไปส่ง ผมบอกไปว่า "กูเป็นคนไทยที่ไม่มีรถโว้ย มิสเตอร์ มึงเดินไปเถอะ แค่สาม-ร้อยเมตรเอง เป็นกูกูจะเดินไปนะ" "แต๊งส์" มันบอกกันเราก่อนจะเดินตุปัดตุเป๋ต่อไป...
สี่ทุ่ม เราเดินควงแก้วเบยไปนั่งตรงหน้าร้านตัดผมบริเวณถนนสายกลาง ตามคำแนะนำของอิตาเลียโน่สองหน่อ ที่แนะนำใหเราไปนั่งที่ร้าน "คิว-บา" ซึ่งเป็นร้านเหล้าที่"ฮิป"ที่สุดในเมืองก่อนเที่ยงคืน หลังจากนั้นร้านเหล้าแถบริมน้ำซองจะเป็นสถานที่ฮิปถัดไป เรานั่งดื่มเบย ดูผู้คนที่กำลังเมาไม่ต่างกันร้องรำทำเพลง เสียงพูดสารพันภาษาดังอึงอลออกมาจากร้านคิว-บาที่อยู่คนละฟากถนน ซักพักหนึ่ง หญิงสาวหน้าตาอย่างคนเอเชีย เดินเข้ามาถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่า "ขอถ่ายรูปล้านตัดผมจั๊กน่อยสิได่บ่?" ผมยิ้มเมาๆ ให้สองหล่อนจะเอ่ยปากเป็นคำปากอังกิด "ข้อยคนไทย บ่แม่นลาว" ก่อนจะสนทนากันอีกนิดหน่อย สองเธอเป็นชาวฝรั่งเศส ที่คงต้องลบรูปเราออกจากเมมโมรี่กล้อง เพราะเข้าใจว่านี่คือวัยรุ่นลาวนั่งดื่มเบย (55+)
หลังจากเฝ้าร้านตัดผมได้พักใหญ่ เราพาสังขารที่เมาปริ่มจอก(แก้ว) ไปนั่งตรงเกาะกลางถนนบนสามแยกก่อนถึงไปรษณีย์ เพื่อนคุยของเราคืนนี้เป็นคนลาวจากภาคใต้ชื่อ "แคน" ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านซะนะไซ เราคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ทั้งของไทยและลาว ในบรรยากาศสบายๆ แกล้มเบยด้วยเขียดทอดราคาห้าพันกีบที่บิ๊กน๊อคซื้อมาพร้อมไส้อั่วราคาเท่ากัน ตอนหนึ่งแคนถามผมว่า "เจ้าอยู่สีไหน สีเหลือง สีแดง?" "ข้อยบ่มีสี อยู่กางๆ" "อึ้ม...คั่นว่า ทักสินข้อยก่อมัก อะพิสิดข้อยก่อมัก" เราหัวเราะกับคำตอบน่ารักๆ นี้ของเขา
ราวสองยาม สองตีนประคองขาพาเราลงเนินเข้าสู่เฮือนพักในสภาพที่เมาเกือบจะเกินพอดี ยอดกานดื่มเบยคืนนี้สำหรับผมคือ 2 แก้วใหญ่ 1 แก้วน้อย และ 1 กะป๋องใหญ่
สายฝนและแอลกอฮอล์ส่งผมเข้าสู่ที่นอนได้อย่างไม่ยากเย็น ยกเว้นบิ๊กน๊อคที่ฮากไหลฮากหลั่งอยู่หลายทีกว่าจะนอน
...
PS*1 - นอกจากการลอยห่วงยาง วังเวียงยังมีคะยัคกิ้ง ไต่เขา ปีนหน้าผา ถีบลดถีบเสือพูเขา และ อีกกิจกรรมผจญภัยประดามียกเว้นบันจี้จั้มพ์ที่ยังมาไม่ถึง PS*2 - สถานที่ของรัฐในสปป.ลาว จะหยุดพักเที่ยง ตั้งแต่เวลา 12โมงเช้า-2โมงบ่าย ซึ่งเขาจะหยุดกันจริงๆ แม้แต่นักเรียนก็จะกลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน PS*3 - อย่าเพิ่งปรามาสว่าคนลาวนั้นยากจน เพราะ พราโด เล็กซัส ฟอร์จูนเนอร์ มีให้เห็นทั่วไปตามท้องถนน และยังมีโชว์รูมจำหน่าย นิสสัน สกายไลน์ จีทีอาร์ ใหม่เอี่ยมสีแดงเพลิง จอดโชว์ตัวอยู่ในเพิงหมาแหงนอีกด้วย! PS*4 - ฮุนได เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงในลาว ลดโดยสารละหว่างแขวงในลาวทั้งลดมินิแวนและลดทัว ล้วนแล้วแต่เป็นฮุนไดแทบทั้งสิ้น 28 September Blowin' in the windBlowin’ in the wind – Bob Dylan The Freewheelin’ Bob Dylan (1963)
How many roads must a man walk down, before they call him a man ---------------------------------------- ละล่องลอยในสายลม - บ๊อบ ไดแลน
กี่มรรคาที่คนเราต้องย่ำเดิน กว่าจะถูกเรียกว่าเป็น มนุษย์ กี่สมุทรที่พิราบขาวต้องร่อนเลียบ กว่าหล่อนจักได้ทอดกายลงบนหาดทราย กี่คราวที่กระสุนปืนใหญ่ลอยหวืออยู่กลางอากาศ กว่าพวกมันจักหยุดการเข่นฆ่าตลอดกาล
คำตอบน่ะหรือ? เกลอเอ๋ย...มันลอยล่องอยู่ในอากาศ คำตอบลอยละล่องในอากาศ...
กี่ปีที่ขุนเขายังคงตระหง่าน กว่ามันจักสลายสู่ทะเล กี่ปีที่ปวงประชายืนหยัด กว่าพวกเขาจักพบ อิสระ กี่ครั้งที่ใครสักคนเบือนหน้าหนี ก่อนจักเอ่ยว่า ข้าฯ มองไม่เห็นอะไร
คำตอบน่ะหรือ? เกลอเอ๋ย...มันลอยล่องอยู่ในอากาศ คำตอบลอยละล่องในอากาศ...
กี่ครั้งที่คนเราต้องแหงนมองเหนือหัว กว่าเราจักพบกับท้องฟ้า กี่ปีที่ล่วงผ่าน กว่าใครสักคนจักสดับเสียงร่ำไห้ของผู้คน กี่ความตายที่เกิดขึ้น กว่าเขาจะรู้ว่าผองชนล้มตายมากเกินไปแล้ว
คำตอบน่ะหรือ? เกลอเอ๋ย...มันลอยล่องอยู่ในอากาศ คำตอบลอยละล่องในอากาศ... -------------------------------- PS*1 - แปลเพลงนี้ด้วยความรู้สึกเบิกบาน ในความหวานของฮาร์โมนีก้า และ ความหยาบแห้งเหมือนเม็ดทรายในเท็กซัสของคีตกวีบ๊อบ ไดแล่น PS*2 - แปลด้วยความชอบ หากผิดใจ ผิดอักขระวิธี โปรดทราบว่า เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ PS*3 - คิดถึงบางคนที่ไม่ได้คุยกันหลายวัน ไม่ได้พบกันหลายเพลา คิดถึงจริงๆ แฮะ PS*4 - เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีศักยภาพในการกินเหล้าเท่าไหร่นัก จากที่คออ่อนเป็นหยวกกล้วยอยู่แล้ว ทุกวันนี้อ่อนยังกับทิชชู่ละลายน้ำ... PS*5 - รักคนอ่าน ระวังน้ำกัดเท้า หากท่านอยู่ในท้องถิ่นที่น้ำท่วม บุญรักษาทุกท่านเน้อ^^ 09 September แขก-เขา-เรา-ไทย?กลางดึกของเสาร์ที่ผ่านมา "ศึกมวยไทยลุมพินีเกริกไกร" ไม่ได้มาพบกับมิตรรักแฟนมวยตามปกติ
คืนนั้น รายการพิเศษของกองทัพบก เพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือทหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ต่อไปจะเรียกว่า 3จชต.) ถ่ายทอดสดจากห้องส่งช่อง5 สนามเป้า เพื่อระดมทุน และ กำลังใจจากพี่น้อง "ไทย" ทั่วประเทศ เพื่อปลอบขวัญทหารหาญชาว "ไทย" ผู้ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของรัฐ "ไทย" ที่กำลังถูกผู้ก่อความไม่สงบสร้างสถานการณ์เพื่อแบ่งแยกดินแดน "ปัตตานีดารุสลาม"
ช่วงที่ผมเปิดไปเจอ พิธีกรกำลังสัมภาษณ์ทหารกล้านายหนึ่ง ดำรงยศ สิบโท แห่งกองพันทหารราบ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เขาผู้นั้นรอดชีวิตมาจากการโจมตีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หน่วยของเขาที่เดินทางไปด้วยกัน 7 นาย ถูกลอบโจมตีด้วยระเบิดนพื้นถนน แรงระเบิดเหวี่ยงรถกระบะสองตอนลอยหวือไปไกลกว่า 40 เมตร จากนั้น ผู้ก่อความไม่สงบก็กรูกันเข้ามาจ่อยิงทหารที่กำลังบาดเจ็บอยู่บนพื้นถนนและในซากรถ จนเสียชีวิต 6 นาย
สิบโทท่านนั้นไม่ได้บอกว่ารอดชีวิตมาด้วยวิธีการใด แต่ภาพข่าวประกอบบทสนทนานั้นทำให้ผมต้องเปลี่ยนช่อง เพราะภาพและเสียงนั้นทำให้ลำคอตีบตัน ด้วยความสลดหดหู่จากกระบวนการ "ยิงซ้ำ" ของสื่อมวลชน
ผมเชื่อว่าถ้าจะให้สิบโทผู้นั้นเล่าเรื่องโดยละเอียด เราอาจได้รู้อะไรมากขึ้น มากกว่าที่กองทัพต้องการให้เขาบอกเราเพื่อเรียกเงินบริจาค แต่อย่าให้เขาต้องเล่าเลย...ผมเองก็คงไม่อยากเล่าให้ใครฟังนักหรอกว่า เพื่อนผมหกคนตายในลักษณะใด
กว่าสองชั่วโมงนั้น ผมไม่ทราบยอดบริจาคสุดท้าย แต่ถ้าจะเดาว่าเป็นเลขเจ็ดหลักอาจจะยังน้อยไป ------------------ หัวค่ำของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในข่าวภาคค่ำทีวีไทย สกู๊ปข่าวเกี่ยวกับ3จชต. ชิ้นหนึ่งถูกนำเสนอผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ภาพเด็กหญิงมุสลิมมะห์วัยประถมปลายในชุดฮิญาบ กำลังทำกิจกรรมทางสังคมกับพี่น้องมุสลิมที่เขตพื้นที่"สีแดง" มีมุสลิมมะห์หลายคนพูดคุยร่วมกันกับเธอ บางคนมีรอยยิ้มน้อยๆ ขณะที่บางคนยังซ่อนความเศร้าไว้ในดวงตาสีน้ำตาลโศกได้ยังไม่แนบเนียน
เสียงบรรยายบอกว่า เธอคือหนึ่งในผู้สูญเสียหลายพันรายในพื้นที่ พ่อและพี่ชายของเธอรวม 4 คน เสียชีวิตด้วยฝีมือจากการปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่เธอไม่ยอมแพ้ หากนี่คือประสงค์ของอัลเลาะห์ (ซุบฯ) เธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่เธอต้องการปลอบประโลมความรู้สึกของผู้สูญเสียอีกมากมายในพื้นที่ อย่างน้อยเมื่อพวกเขาคลายความเศร้าโศกลง ชีวิตของพวกเขาก็อาจจะดีขึ้น...แม้จะไม่เหมือนเดิมที่เคยเป็นก็ตามที...นี่คือความเวทนาในชะตากรรมของกันและกัน
หนูน้อยไม่มีเงินแสนเงินล้านเช็ดหน้าตาผู้ร่วมชะตากรรม มีเพียงคำพูดภาษายาวีเป็นเหมือนผ้าเช็ดหน้าปาดน้ำตาเพื่อนผู้สูญเสีย ----------------- ผมกำลังเป็นห่วงว่า เรากำลังติดกับดักของวาทกรรมชื่อ "ความเป็นไทย" ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นตั้งแต่กำเนิด "รัฐไทย" เมื่อไม่เกิน 60 ปีมานี้ และ สิ่งนี้กำลังถูกบิดเบือนให้ออกทะเลกว่าเดิมด้วยชุดความคิดที่ว่า ไทยแท้ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน วัฒนธรรมไทยแท้ต้องเป็นของไทยภาคกลาง ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งพยายามผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ (ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการบัญญัติว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวโน้มการออกทะเลนี้)
ชาวพุทธบางส่วนที่ไม่ได้อยู่หรือเห็นสถานการณ์จริงเริ่มมีความคิดว่า ขนาด "แขก" ยังฆ่าแขกด้วยกันเอง แล้วมันเป็นภาระอะไรของประชาชนคนเสียภาษีอย่างเราที่จะต้องไปดูแล "พวกคน" ที่กำลังจะพังและเผาห้องทางทิศใต้ของบ้านเรา ปล่อยให้เขาดูแลคนในศาสนาของเขาเอง ส่วนเราก็ดูแลคนของเรา...เป็นประชาธิปไตยที่หอมหวานสุดๆ ทั้งที่ความจริงพื้นฐานที่สุด ก็คือ คนที่กำลังหายใจเอาอากาศเฮือกสุดท้ายเข้าปอดแต่ไม่สามารถทำได้เพราะกระสุนปืนฉีกถุงลมของเขาเป็นชิ้นๆ คนที่ยืนประจันหน้าสาดกระสุนใส่กันในสวนยางรกร้าง คนที่กำลังร้องไห้เพราะคนรักถูกเผาเป็นตอตะโก และ ทุกคนที่สูญเสียแขน ขา ลูกตา สามี พี่ชาย น้องสาว ที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ ล้มตาย นั่นเป็น "เพื่อนมนุษย์" ด้วยกันทั้งนั้น
เราจะต้องช่วยเฉพาะ "ทหารไทย" เพื่อให้พวกเขามีแรง มีกำลังออกไปไล่ล่า "แขก" ที่ไล่ยิงทั้ง "พวกเรา" และ "พวกมันเอง" เพียงเท่านั้นหรือ?
รัฐบาลน่ะหรือ?...อย่าพูดถึงเขาเลย พวกเขาก็แค่หาเงินเตรียมเลือกตั้งไปวันๆ เท่านั้นแหละ ประชาชนอย่างเราๆ สิ ที่ต้องดูแลกันและกันเมื่อเพื่อนร่วมโลกประสบภัย
หากชุดความคิดเรื่อง "ความเป็นไทย" ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป คนไทยเหนือก็คงไม่ช่วยคนใต้ถ้าเกิดสึนามิ คนไทยอีสานอาจสมน้ำหน้าคนกรุงเทพฯ ที่น้ำท่วม คนภาคกลางมองดูบ้านช่องทางเหนือถล่มเพราะแผ่นดินไหว ส่วนคนไทยใต้อาจแสยะยิ้มใส่คนไทยอีสานในช่วงหน้าแล้ง เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็คงจะใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง หากินเป็นฝูง อิ่มเป็นฝูง ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และ ไม่จำเป็นต้องรักคนในฝูงอื่น เพราะมันไม่ได้กินเหมือนเรา ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเหมือนเรา ไม่ได้พูดภาษาเรา ก่อนจะพัฒนาการถดถอยไปสู่ความคิดว่า มันไม่ใช่ "คนเหมือนเรา"
ปาเลสไตน์ - อิสราเอล - ดาร์ฟูร์ - อิรัก - ซินเจียง อุยกูร์ - ฉาน สเตท - คาบสมุทรเกาหลี - จัมมู แคชเมียร์ - อัฟกานิสถาน - ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ - โคลอมเบีย - ไนจีเรีย - 3จชต. และ พื้นที่ความขัดแย้งทั้งหลายบนโลกนี้
สงบลงเถิด...เราทั้งผองต่างเกิดมาแล้วเพื่อดับไปทั้งนั้น ไม่มีอะไรดำรงอยู่ถาวรแม้แต่มวลของโลกนี้เอง
ซักวันหนึ่งคำสอนของทุกศาสนาก็ต้องสลายไปพร้อมกับโลกใบนี้ อีกไม่นานนักหรอก...โลกมันร้อนเต็มทีแล้ว
รักกันนะ รักกันๆ
PS*1 - อยากไปเที่ยวจะไม่ไหวอยู่แล้วววว เบื่อนะเนี่ย นั่งหน้าคอมทั้งวันทั้งวี่จนปวดตา นั่งจนปวดตูด งานออฟฟิสมันเสียสุขภาพกว่าที่คิดเยอะเลยวู้ยยย PS*2 - หนังสือเดินทาง โดยกรมการกงศุล อยู่ในกำมือข้าพเจ้าแล้ว ฮี่ๆๆ PS*3 - อยากไปดูทอล์คโชว์ป๋าเทพ ฮาไม่ฮาไม่รู้ แต่อยากช่วยป๋า ผมชอบคนสู้ชีวิตแบบป๋าว่ะ PS*4 - เมื่อวานต้องลุยฝนกลับห้อง ให้ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่าง PS*5 - รักคนอ่าน ช่วยกันหมุนโลกให้มันเป็นไปในทางที่ดีกันนะ ^^ 27 August ปลงปลง [ปฺลง] ก. เอาลง เช่น ปลงหม้อข้าว, ปล่อยหรือเปลื้องให้พ้นไป (ในลักษณะที่รู้สึกว่าหนักอยู่) เช่น ปลงหาบ; เมื่อใช้ประกอบ กับคําอื่น มีความหมายต่าง ๆ. ***อ้างอิงจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (http://rirs3.royin.go.th)
อาจจะดูเหมือนคำพูดที่สิ้นคิดคำหนึ่ง ถ้าเราจะบอกกับใครซักคนว่า “กูปลงแล้วว่ะ...” หรือ หากจะให้หยาบคายที่ปลายลิ้นเพิ่มขึ้นอีกซักสองดีกรีก็จะเป็นวลีที่ว่า “ช่างแม่งเถอะ” “ช่างหัวมันเถอะ” หรือ “ช่างหัวบุพการีมันเถอะ” ก็ว่ากันไป คน(ไทย)เรา มักจะใช้คำว่า “ปลง” กับความทุกข์เป็นส่วนใหญ่ ประหนึ่งว่า ข้าฯ คือผู้บรรลุและเข้าใจในเหตุแห่งทุกข์จนสามารถปลดเปลื้องทุกข์นั้นได้หมดจด เหมือนเปลื้องผ้าเตรียมอาบน้ำ ประมาณนั้น...
ผู้ป่วยมะเร็งหัวล้านเลี่ยนด้วยฤทธิ์เคมีบำบัด ขยับปากพึมพำเหมือนคนเพ้อพิษไข้...“ผมปลงแล้ว จะตายก็รีบๆ ตายซะจะดีกว่า” หนุ่มวัยกลางคนผู้ยังไม่เคยพบรักเยี่ยงคู่ผัวตัวเมีย โรยยิ้มโศกหลังแก้วเบียร์ฟองฟ่อดก่อนปริปาก...“อยู่คนเดียวก็ได้ ตายก็เผา ผมปลงชีวิตแล้วว่ะ” สาวทึนทึกผู้ปรารถนาลูกชาย และ เฮียวัยทองผู้ปรารถนาลูกสาว บีบมือกันแน่นพลางเช็ดน้ำตาซึ่งกันและกันหลังทราบผลการทำเด็กหลอดแก้ว... “ปลงเถอะคุณ สงสัยมันจะเป็นกรรมของเรา อยู่กันสองคนนะ...” ทหารกล้าผู้เสียขาในสนามรบ ขยี้ส้นคอมแบทกับก้นบุหรี่ ยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนเบ้ปากพูด... “ชีวิตมันก็เท่านี้แหละคุณ ผมมันชายชาติทหาร ผมปลงแล้วว่าต้องแบบนี้เจอซักวัน” และ พนักงานออฟฟิส ผู้โกรธแค้นสังคมทุนนิยมและเจ้านายที่แอบแกะเม็ดกวยจี๊อยู่ในห้องทำงาน ถอนหายใจเฮือก... “ผมก็ปลงแล้วล่ะ เราจะเอาอะไรไปสู้เขาล่ะคุณ ไล่ออกก็ไล่เถอะ ผมปลงจริงๆ จังๆ เลยว่ะ” ......................ฯลฯ
คำถาม : แล้วเราจะ “ปลง” ความสุข เหมือนที่ปลงความทุกข์ง่ายๆ จะได้ไหม?
บางคนอาจจะตั้งคำถามคืน อ้าว...เมื่อมีความสุขแล้วจะให้ปลงทำไม ในเมื่อความสุขเป็นความรู้สึก “เบา” ไม่ใช่ความรู้สึก “หนัก” ที่อยากจะเตะทิ้งเหมือนความทุกข์ ยอมรับ ณ ตรงนี้...ด้วยเกียรติแห่งปุถุชน ผมก็ยังไม่ปลงกับความทุกข์ใดๆ ได้อย่างเต็มร้อย กับ ความสุขยิ่งแล้วใหญ่ อยากจะกอด อยากจะกินมันเข้าไปให้ซาบซ่านหัวใจ แต่ในเมื่อ อนิจจัง คือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง (ชาวพุทธเชื่ออย่างนั้น) ทั้งความสุขและความทุกข์ ก็คือความไม่เที่ยงแท้นั่นเอง ไม่ต่างกับจิตใจคนที่หันได้ซ้ายขวายิ่งกว่าดอกทานตะวัน ที่ว่ารักนักรักหนา สุดท้ายอาจจะเป็นแค่ ความหลง หรือ ที่ว่าเกลียดจนไม่เผาผี ก็อาจจะเป็นแค่เยื่อหุ้มสมองส่วนที่มีชื่อไทยๆ ว่า อคติ ทั้งสุขและทุกข์ จึงคู่ควรแก่การระลึกถึง เพื่อเตือนสติตัวเองให้รู้ทันว่า ไฟสุขและไฟทุกข์นี้ สว่างขึ้นมาวาบหนึ่งแล้วก็จากไป ไม่สามารถเก็บกอดไว้กับตัวได้นิรันดร์ เพื่อจะได้ไม่จมอยู่ในทะเลทุกข์ และ หลงทางไปในทะเลสุข เพราะความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับการไม่ปลงทั้งสองอย่างนี้...ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันซักเท่าไหร่
------ พายคร้าบ อิจฉาเธอแฮะ ที่มีดวงเดินทางบ่อยช่วงก่อน พี่เดียวล่ะเบื่อกับงานแบบนี้จัง ที่ต้องนั่งเก้าอี้ เพ่งคอมฯ จนตาเริ่มจะพังแล้วเนี่ย แต่ก็อย่างที่เธอและใครหลายๆ คนบอกน่ะแหละ "Do The Best" ขอบคุณที่กระตุ้นเตือน และ ให้กำลังใจนะครับ ออกกำลังแต่พอดี ชีวีมีสุข กินอาหารให้อร่อย นอนหลับสบายๆ นะครับผ้ม!
PS*1 - ด้วยแรงบันดาลใจจากการสนทนากับพี่นัทสุง http://nut-karmanatta.blogspot.com/ ขอบคุณครับพี่ ^^ (โปรดอ่านว่า กรรมานัตตา ไม่ใช่ กามาอนัตตา นะจ๊ะ) PS*2 - Not born to be. But i wanna be a journalist !!! PS*3 - เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ คนทำงานทุกคน สู้กับความเส็งเคร็งของการทำงานต่อไป เหนื่อยก็พักนะ เหนื่อยมากก็หยุด ส่วนคนที่มีความสุขกับงาน ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยคน ^^ PS*4 - อยากไปลาว-หลวงพระบางว่ะ ไปกันๆ PS*5 - รักคนอ่าน รักษาสุขภาพให้ดี เขาว่ากันว่า หนาวที่จะถึงนี้ไข้หวัด 2009 จะระบาดหนัก ส่วนผมเหรอ...ปลงแล้วล่ะ 555+ 05 August Norm หมายเลข 1ความฝัน...หมอกเมฆแห่งความงดงามอันเหนือจริง บ่อยครั้ง ข้าฯ รักมันจนอยากสังวาสกับมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และลืมวันเวลา เมื่อข้าฯ ปลดกางเกงด้วยความกระสันเงี่ยนง่าน ข้าฯ พบว่า กำลังร่วมรักกับนิ้วทั้งห้า และอุ้งมือ โดยมีความฝันโรยยิ้มให้อย่างเวทนาในความเขลา
ความรัก...สิ่งที่ข้าฯ ศรัทธา และเชื่อว่ามันคือเสื้อผ้าห่มคนใจหยาบให้อบอุ่น แต่บางครั้ง มันปล่อยให้ข้าฯ ยืนเปล่าเปลือย เย็นเยียบ และ เพ้อคลั่ง ข้าฯ คิดว่าข้าฯ มองเห็นมันสว่างไสวอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยคนบ้า แต่เมื่อข้าเพ่งมองมันอย่างละเอียด บางครั้ง ข้าฯ รู้สึกว่ามันเป็นเพื่อนสนิทของความฝัน
ความจน...เพื่อนที่ดีที่สุดของคนรวย และบางครั้งก็ของข้าฯ ด้วย มันไม่หลอกลวงใครด้วยความเท็จ...และไม่เคยปกปิดความหยาบคายของตัวเอง มันเลี้ยงดูข้าด้วยความว่างเปล่า และพร่ำสอนความเป็นคนให้กับข้าฯ แต่ในบางครั้ง มันกว้านซื้ออาหารทุกอย่างที่ข้าฯ เคยซื้อ และเหลือน้ำประปารสเลวไว้ให้ข้าฯ ดับเสียงกรีดร้องของกระเพาะอาหาร
ศักดิ์ศรี...ข้ออ้างบางประการของการทำดีและทำชั่ว ทั้งของคนดีตีนเปล่าและคนเลวที่หุ้มหนังตีนด้วยหนังลูกวัว มันถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า...มหัศจรรย์เหมือนการสร้างระเบิดนิวเคลียร์จากก้อนดิน มันตะล่อมให้เด็กหนุ่มยืดอกรับคมมีดและกระสุนปืนในสนามรบ และหลอกล่อนักศึกษาให้หยิบมันไปสวมใส่ปกปิดความว่างเปล่าในกะโหลกศีรษะ การมีมันไว้เป็นเพื่อนเป็นเรื่องดี แต่อย่ากอดคอมันเพื่อตายไปพร้อมกัน เพราะบ่อยครั้งมันไม่ได้ให้คุณค่ากับชีวิตมากไปกว่าสารเสพติดหลอนประสาทชนิดรุนแรง
อำนาจ...สิ่งที่ข้าฯ รังเกียจ แต่ข้าฯ ขอสารภาพว่า ไม่อาจหนีมันพ้น ยามที่ข้าฯ แสร้งว่าจงรักภักดีต่อมัน มันจะถ่มน้ำลายรดหัวข้าฯ และให้ส้นเกือกหนาแข็งขยี้ซ้ำ เมื่อข้าฯ ต่อต้านมัน มันจะเตะข้าฯ ด้วยรองเท้าคู่นั้น ก่อนจะตีตราขายข้าฯ ให้เป็นทาสของความผิดบาป หากข้าฯ กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันจะบังคับให้ข้าฯ กลืนความเจ็บปวดที่เจ็บยิ่งกว่าที่ข้าฯ เคยเจอ และหากข้าฯ คิดหลบหนีมัน มันจะปล่อยข้าไป....มันรู้ว่าข้าจะกลับมา เพราะมันได้แฝงตัวอยู่เส้นเลือดของข้าฯ เสียแล้ว ตั้งแต่แรกพบ
ทั้งหมดนี้.....ข้าฯ ไม่อาจหนีมันพ้น ไม่อาจหนีพ้น......
+++++ พายคร้าบ ช่วงนี้ เธอมีความสุขสบายใจดี การดื่มนิดหน่อยก็เป็นการกระตุ้นเลือดลม สมอง และปาก ให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น (ขอย้ำว่าเมื่อดื่มนิดหน่อย^^) ขอให้มีช่วงเวลาที่ดี มีการสอบที่เจ๋งเป้ง และ มีสุขภาพแข็งแรงนะครับ ขอโทษนะกับการกระทำ การแสดงออกบางอย่างทีงี่เง่า จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ให้เร็วที่สุดนะครับ ^^ รักเหมือนเดิม อย่างที่รู้อยู่ 555+
PS*1 - ลองรับบทกวีสดพร่ำเพ้อข้างบนไว้พิจารณา และตัดสินคุณค่าผลงานตามอัธยาศัย เพิ่งเคยเขียนงานจำพวกนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกันครับ PS*2 - ชีวิตการทำงาน จับฉ่าย ทำหลายอย่าง ได้skillอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น แต่บางskill ถ้าทำที่นี่นานๆ รับรองว่าลืมหมดแน่ PS*3 - อ่อ...ผมไม่ซีเรียสกับงานจัดข้าวใส่จานในบางวัน และ ล้างลองกองนะครับ แต่มันตลกดีที่จ้างผมด้วยเงินเดือนเก้าพันมาทำอะไรขำๆ 555 PS*4 - หอมกลิ่นกระดาษ สาบกลิ่นน้ำหมึก คิดถึงกาแฟสด ^^ PS*5 - รักคนอ่าน ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เจริญสุข เจริญปัญญากันให้ถ้วนทั่วทุกตัวคนจ้า ^^ |
|
|||
|
|